โรคกุ้งนับเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเลี้ยงอย่างมาก ในปีที่ผ่านมาเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งยังต้องเผชิญกับโรคจากไวรัสอย่าง โรคหัวเหลือง (YHV) และโรคตัวแดงดวงขาว (WSSV) โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศที่เย็น อุณหภูมิน้ำลดต่ำลง ทำให้เชื้อไวรัสเหล่านี้แพร่กระจายเร็ว รุนแรงถึงขึ้นทำให้ “กุ้งตายยกบ่อ” ได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลทำให้เกษตรบางส่วนจับก่อนกำหนดและได้กุ้งที่มีขนาดเล็กราคาไม่ดีเท่าที่ควร

โรคกุ้งมีระดับความรุนแรงมากขึ้นเมื่ออากาศเย็นลง จะทำให้กุ้งจะเครียด เคลื่อนไหวช้า กินอาหารน้อยลง และที่สำคัญในช่วงหน้าหนาว มักเกิดปรากฏการณ์ “น้ำแยกชั้น” ระหว่างน้ำเย็นที่อยู่ด้านล่างและน้ำอุ่นที่อยู่ด้านบน ส่งผลกระทบต่อการหมุนเวียนของน้ำ ทำให้ออกซิเจนจากชั้นบนไม่สามารถผสมลงไปยังชั้นล่างได้อย่างทั่วถึง ส่งผลให้ปริมาณ ออกซิเจนในชั้นล่างมีค่าต่ำ

ผลจากการที่กุ้งกินอาหารน้อย หากเกษตรกรยังให้อาหารในปริมาณปกติ จะส่งผลให้เกิดอาหารเหลือ กลายเป็นของเสียสะสมในรูปของสารอินทรีย์ และจะเปลี่ยนเป็น แอมโมเนีย และไนไตรท์ ซึ่งเป็นพิษกับกุ้ง ทำให้กุ้งที่อยู่บริเวณกันบ่อได้รับออกซิเจน ไม่เพียงพอ จะให้กุ้งอ่อนแอ และเป็นแหล่งอาหารของแบคทีเรียก่อโรคในกุ้ง นอกจากนี้อากาศที่เย็นลง จะส่งผลการติดเชื้อโรคไวรัส กุ้งจะแสดงอาการและเกิดโรคเร็วกว่าปกติ อีกด้วย

รู้จักแนวทางลดโรคกุ้ง

แนวทางแนวทางป้องกันและจัดการการเลี้ยงกุ้งเพื่อป้องกันไม่เกิดโรค ทำได้ไม่ยาก เพียงแต่ต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่ ดังนี้

1. รักษาอุณหภูมิน้ำให้คงที่ หรือให้เปลี่ยนแปลงช้าที่สุด โดยปรับระดับน้ำในบ่อให้มีความลึก ให้พอเหมาะ ประมาณ 1.2-1.5 เมตร ช่วยรักษา และลดการแยกชั้นของอุณหภูมิ ป้องกันภาวะขาดออกซิเจนในชั้นล่างของบ่อ

2. ปรับปริมาณอาหารให้เหมาะกับการกินจริง โดยผู้เลี้ยงต้องหมั่นดูแลตรวจเช็คพฤติกรรมการกินของกุ้งอย่างสม่ำเสมอ และปรับปริมาณอาหารให้เหมาะสม ลดการสะสมของของเสีย หรืออาจเสริมสารเอนไซม์ย่อยอาหาร หรือไปรไบโอติก เพื่อช่วยให้กุ้งย่อยและดูดซึมสารอาหาร ได้ดีขึ้น

3. ดูแลคุณภาพน้ำอย่างใกล้ชิด ตรวจค่าความเป็นกรดเป็นด่าง pH, อัลคาไลนิตี, แอมโมเนีย, ไนไตรท์ และ ออกซิเจน อย่างสม่ำเสมอ หากพบว่าค่าผิดปกติควรเปลี่ยนน้ำ หรือใช้จุลินทรีย์ย่อยของเสีย หรือเพิ่มออกซิเจน

4. เสริมภูมิคุ้มกันให้กุ้ง การใช้สารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน โพรไบโอติก วิตามิน หรือสารสกัดสมุนไพรที่ช่วยกระตุ้นภูมิ เป็นทางเลือกที่ดี

5. รักษาความสะอาดรอบบ่อและอุปกรณ์ ลดความเสี่ยงเชื้อโรคที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานขึ้น

หากเกษตรกรให้ความใส่ใจในการดูแลกุ้ง ในช่วงหน้าเป็นช่วงที่มีความต้องการบริโภคสูง จะช่วยให้กุ้งแข็งแรง เติบโตนำรายได้กลับมาสู่เกษตรกรอย่างมากแน่นอน

ยกระดับความปลอดภัยอาหาร

นอกจากการดูแลป้องกันโรคแล้ว อีกด้านหนึ่งทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมกุ้งไทยได้ร่วมกันยกระดับความปลอดภัยอาหาร ด้วยโครงการตรวจยาปฏิชีวนะก่อนจับมา ที่เริ่มดำเนินโครงการอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2568 เป็นต้นมา ซึ่งริเริ่มโครงการโดยสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย และความร่วมมือของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ว่ากุ้งที่เกษตรกรเลี้ยงทุกบ่อ ปลอดจากยาปฏิชีวนะ 6 ชนิด ได้แก่ ไนโตรฟูแรนส์, มาลาไคท์กรีน, ซัลโฟนาไมด์, เตตราซัยคลิน, ฟลูโอโรควิโนโลน และ คลอแรมฟินิคอล

ขณะที่ฟาร์มกุ้งต่างกำลังปรับตัวเข้าสู่การรับรองมาตรฐานสากลที่ตลาดต้องการ (ASC,BAP) การเริ่มโครงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำคาร์บอนต่ำ โดยกรมประมง เพื่อยกระดับการเลี้ยงของไทยให้มีประสิทธิภาพ ตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการประเมินและรับรองคาร์บอนฟุ้ตปริ้นท์ ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG และเป้าหมาย Net Zero 2050 ของรัฐบาล รวมถึงความต้องการของตลาดโลกที่มุ่งเน้นเรื่องการผลิตที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ลุ้นนโยบายพรรคการเมือง ฟื้นความหวังผู้เลี้ยงกุ้ง

นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยว่า ในปี 2569 เป็นปีที่มีโอกาสสำหรับกุ้งไทย แต่ปัญหา คือ ไทยไม่สามารถก้าวผ่านปัญหาโรคกุ้ง ทำให้ไม่สามารถเพิ่มผลผลิตเพื่อคว้าโอกาสทางการตลาดที่เปิดกว้างได้

ข้อเสนอของสมาคมกุ้งไทยต่อรัฐบาล คือจะต้องเพิ่มผลผลิตกุ้งให้ได้ตามเป้าหมาย 400,000 ตัน เพื่อการส่งออก โดยต้องแก้ปัญหาโรคกุ้งให้ได้ ตามแนวทางการยกระดับการแก้ปัญหากุ้งเป็นวาระแห่งชาติ และแผนยุทธศาสตร์ซึ่งเป็นความเห็นชอบร่วมกันทั้งจากกรมประมง และทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรม ซึ่งแก้ไขปัญหาทั้งระบบ รวม 11 มาตรการ และมีการนำเสนอไปแล้ว โดยจะต้องอาศัยงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ 5,500 ล้านบาทในการดำเนินมาตรการทั้งหมด

และพรรคการเมืองทุกพรรค สามารถนำไปใช้เป็นนโยบายในการส่งเสริม สนับสนุนอุตสาหกรรมกุ้งให้กลับมาเป็นอุตสาหกรรมสัตว์เศรษฐกิจสำคัญ ทวงความเป็นหนึ่งในโปรดักส์แชมเปี้ยนของไทย ให้กลับมาสร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยในอนาคตต่อไป