นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าตั้งแต่ต้นปี และ แผนงานในปีนี้ กรมได้ยกระดับมาตรการ เพิ่มการใช้เทคโนโลยีและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นตั้งแต่ต้นทางโดยจะใช้ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมนิติบุคคล เป็นเครื่องมือหลักในการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศแบบเชิงลึกและพุ่งเป้ามากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะการถือครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี ซึ่งมีเป้าหมาย 21,459 ราย ซึ่งจะ ดูทั้งการลงทุนโดยตรง ( FDI ) , การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์, การครอบครองเพื่อการเกษตร กรรม และการครอบครองที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย โดยจะทำงานแบบพุ่งเป้าเชิงลึก โดยมีพื้นที่ เป้าหมายใน 12 จังหวัด เช่น กรุงเทพมหานครและปริมณฑล สมุทรปราการ ชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ ราชบุรี ภูเก็ต ประจวบคีรีขันธ์
ปัจจุบันในภาพรวมนิติบุคคลที่มีต่างชาติถือหุ้นมีจำนวน 120,000ราย จากยอดจดทะเบียนนิติบุคคลทั้งหมด 970,000 รายซึ่ง ในวันนี้ ( 20มค.) จะมีการประชุมหารือกับหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง 17 หน่วยงาน เพื่อวางกรอบการทำงานร่วมกัน
“การถือครองที่ดินจากชาวต่างชาติทางกรมฯจะโฟกัสต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เช่นทำบ้านจัดสรรขาย และ การเข้ามาทำการเกษตร ซึ่งเบื้องต้น ต่างชาติที่เข้ามา ส่วนใหญ่ มีทั้ง จากรัสเซีย อิสราเอล ,ยุโรป, อินเดีย ,จีนอยู่ในพื้นที่จังหวัดท่องเที่ยวเป็นหลัก ซึ่งกรมฯจะประสานกับกรมที่ดินในการตรวจสอบการถือครอง ที่ดิน ว่าถูกกม.หรือไม่ แต่ การถือครองที่ดินหากเป็นการลงทุนโดยตรง (FDI ) ที่รับบัตรส่งเสริมจากทางบีโอไอ ถือว่าเป็นการลงทุนจริงที่ถูกกฎหมาย “นายพูนพงษ์กล่าว
ซึ่งหากพบว่ามีผู้ให้การช่วยเหลือพบการกระทำความผิดภายใต้กม.ประกอบกธุรกิจคนต่างด้าว ตาม.36 จะมีโทษปรับตั้งแต่ 1 แสนบาท ถึง 1 ล้านหรือ จำคุกไม่เกิน 3ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
นายพูนพงษ์กล่าวอีกว่า กรมจะใช้เทคโนโลยีควบคู่กับการบังคับใช้มาตรการเข้ม ‘4 คำสั่ง 2 ประกาศ’ ตั้งแต่ขั้นตอนจดทะเบียน เชื่อมโยงข้อมูลผู้ถือหุ้น งบการเงิน และบุคคลเสี่ยงสูง เพื่อสร้างระบบธุรกิจโปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน ได้บังคับใช้แล้วตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งได้มีการตรวจกลุ่มเสี่ยงนอมินีและกลุ่มบุคคลในบัญชีม้า HR03 จำนวน 4,554 ราย
สำหรับผลงานในปีที่ผ่านมา กรมฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการและอนุกรรมการเฉพาะด้านครอบคลุมการป้องกันการจดทะเบียน การวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ การตรวจสอบบัญชีธุรกิจ และด้านกฎหมาย พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร รวม 17 หน่วยงานหลัก มุ่งตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง 6 กลุ่ม ตามแผนงานที่ตั้งไว้ประจำปีที่มีเป้าหมายกว่า 46,918 ราย ได้แก่ 1) ท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง 2) ค้าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ 3) e-Commerce ขนส่งและคลังสินค้า 4) โรงแรมและรีสอร์ท 5) เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร และ 6) ก่อสร้างทั่วไป และได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเพิ่มเติมตามข้อร้องเรียนจากประชาชนและติดตามความเคลื่อนไหวจากข่าว พบนิติบุคคลที่เข้าข่ายนอมินีและการถือหุ้นแทนคนต่างด้าวหลายกรณี อาทิ การพบผู้ถือหุ้นคนไทยที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ ธุรกิจถือครองที่ดิน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และยังได้ทำงานร่วมกับคณะกรรมการฯ ระดับจังหวัด ลงพื้นที่ร่วมตรวจสอบในจังหวัดท่องเที่ยวที่มีความเสี่ยงสูงได้แก่ เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชลบุรี และภูเก็ตด้วย กรมฯ ได้ส่งข้อมูลผู้เข้าข่ายกระทำความผิดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) หรือตำรวจในท้องที่เพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป
ส่วนภารกิจเร่งด่วนปราบนอมินีบัญชีม้ารอบ 3 เดือน (ต.ค. – ธ.ค. 68) ตามนโยบาย Quick Big Win ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้จัดตั้งหน่วยงาน “กองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย” และแต่งตั้งคณะกรรมการฯ และอนุกรรมการฯ อีก 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ด้านการป้องกันการจดทะเบียน ด้านการตรวจสอบบัญชีและงบการเงิน และด้านกฎหมาย ให้มารับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง โดยลงพื้นที่ตรวจสอบใน 12 พื้นที่สำคัญ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ ซึ่งพบนิติบุคคลที่เข้าข่ายการกระทำผิดและได้ส่งเรื่องให้ บก.ปอศ. ดำเนินการตามกฎหมาย 11 ราย พร้อมส่งข้อมูลนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงให้ ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินรวม 357 ราย และส่งให้กรมสรรพากรดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ รวม 3,634 ราย ขณะเดียวกันได้จับมือกับหน่วยงานพันธมิตรจัดงานมหกรรม “รวมพลังปราบนอมินี บัญชีม้า” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้นักบัญชีเพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพ โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 1,625 ราย รวมทั้งออก 5 มาตรการจดทะเบียนใหม่ เพื่อป้องกันมิจฉาชีพจดทะเบียนนิติบุคคลและนำไปเปิดบัญชีม้านิติบุคคล เพื่อป้องกันนอมินีคนไทยให้การช่วยเหลือสนับสนุนชาวต่างชาติกระทำความผิด
