นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบในทุกภาคส่วน ตั้งแต่ราคาพลังงานที่ส่งผลต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพ รวมถึงสินค้าเกษตรหลายรายการที่ถูกนำไปแปรรูปหรือส่งออก ซึ่งเมื่อการขนส่งมีความยากลำบากมากขึ้น ส่งผลให้การส่งออกลดลง ผู้ผลิตบางส่วนมีความกังวลจึงชะลอการผลิต ทำให้สินค้าอยู่ในประเทศมากขึ้นและเกิดความผันผวนด้านราคา
รัฐบาลมีแนวทางแก้ไขปัญหาแบบพุ่งเป้า โดยให้ความช่วยเหลือประชาชนตามระดับความจำเป็น และเน้นการทำงานภายใต้แนวคิด “2 พ.” ได้แก่ สินค้าต้องมีปริมาณเพียงพอ และราคาไม่แพงเกินสมควร เพื่อให้ทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ประชาชน และเกษตรกร สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล
ในด้านค่าครองชีพ กรมการค้าภายในเห็นว่าการตรึงราคาอาจบิดเบือนกลไกตลาด จึงเลือกใช้มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายควบคู่กับการรักษาสมดุลทั้งระบบ โดยดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ SMEs ในการกระจายสินค้า และเร่งขยายโครงการธงฟ้าลดค่าครองชีพให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
โดยมีแผนจัดงานธงฟ้าเพิ่มเป็น 518 ครั้ง จากเดิม 62 ครั้ง ในช่วงเดือนเมษายนถึงสิงหาคม แบ่งเป็น งานธงฟ้าขนาดใหญ่ 200 บูธ จำนวน 12 ครั้ง งานธงฟ้า 50 บูธ จำนวน 76 ครั้ง มินิธงฟ้า จังหวัดละ 5 ครั้ง รวม 380 ครั้ง และมินิธงฟ้าในกรุงเทพมหานคร 50 เขต จำนวน 50 ครั้ง
นอกจากนี้ ยังมีการกระจายสินค้าผ่านรถเร่ รถพุ่มพวง และรถโมบายธงฟ้า รวมกว่า 5,000 คัน โดยใช้เครือข่ายที่มีอยู่เดิมซึ่งเข้าใจพื้นที่และความต้องการของชุมชน เพื่อให้เข้าถึงประชาชนในพื้นที่ห่างไกล พร้อมทั้งจัดโครงการ “ธงฟ้าลดเปิดเทอม” ในโรงเรียนห่างไกลจำนวน 1,000 แห่ง เพื่อนำชุดนักเรียน เครื่องเขียน และอุปกรณ์การเรียนไปจำหน่ายในราคาประหยัด
ในส่วนของการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการ กรมฯ จะเชื่อมโยงสินค้าเกษตรไปยังตลาดสด ตลาดกลาง ตลาดนัด ปั๊มน้ำมัน และไปรษณีย์ รวม 1,000 แห่ง เพื่อช่วยระบายผลผลิต พร้อมกระจายสินค้าราคาพิเศษผ่านร้านค้าปลีก ค้าส่ง และร้านโชห่วย จำนวน 150 ร้าน
ด้านการกำกับดูแลราคาสินค้า กรมการค้าภายในได้ยกระดับการควบคุมสินค้า โดยเพิ่มรายการสินค้าที่ต้องขออนุญาตก่อนปรับราคาจาก 7 รายการ เป็น 15 รายการ ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่มีแนวโน้มปรับราคาสูงขึ้น โดยผู้ประกอบการต้องยื่นขออนุญาตและจะได้รับการพิจารณาจากต้นทุนจริง โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ ต้นทุนราคาสินค้าประกอบด้วยต้นทุนการผลิต การบริหารจัดการ และค่าขนส่ง ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลที่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 48.40 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาสินค้าอาจปรับเพิ่มขึ้นในช่วง 0.7–44.4% ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของสินค้า โดยแบ่งเป็น หมวดอาหารและเครื่องดื่ม 1.6–12.1% ของใช้ในชีวิตประจำวัน 1.4–16.2% ปัจจัยทางการเกษตร 44.4% วัสดุก่อสร้าง 1.5–2.1% และอาหารสด 0.7–3.2%
ขณะนี้มีผู้ประกอบการบางส่วนยื่นขอปรับขึ้นราคาในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม เช่น น้ำมันปาล์มบรรจุขวด และสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น แชมพูและสบู่ อย่างไรก็ตาม กรมฯ ยังไม่ได้อนุญาตให้ปรับราคา และอยู่ระหว่างการพิจารณาอย่างรอบคอบ พร้อมขอความร่วมมือให้ทยอยปรับราคาอย่างเหมาะสม
สำหรับปุ๋ยเคมี ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณปุ๋ยประมาณ 64% ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง เนื่องจากนำเข้าจากแหล่งอื่น ส่วนปุ๋ยยูเรียซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 36% ต้องพึ่งพาการนำเข้าและมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจาก 500 เป็น 800 เหรียญสหรัฐต่อตัน
กรมฯ ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และสมาคมปุ๋ย เพื่อบริหารจัดการให้มีปริมาณเพียงพอและราคาเหมาะสม โดยปัจจุบันมีสต๊อกปุ๋ยยูเรียประมาณ 343,000 ตัน จากสต๊อกรวม 900,000 ตัน และมีแผนนำเข้าเพิ่มเติมอีก 234,650 ตัน
พร้อมกันนี้ ได้มีการส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยสูตรผสม เช่น 40-0-0, 30-0-0, 27-0-0 และ 15-0-0 เพื่อทดแทนการใช้ยูเรียล้วน และลดความเสี่ยงด้านราคา รวมถึงดำเนินโครงการ “ปุ๋ยธงเขียว” โดยเพิ่มส่วนลดให้เกษตรกรจาก 200 บาท เป็น 300 บาทต่อราย พร้อมสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับผู้ถือบัตรดินดี และคูปองสนับสนุนปุ๋ยอินทรีย์และชีวภัณฑ์
ด้านการกำกับดูแล ได้ตรวจสอบร้านจำหน่ายปุ๋ยแล้ว 1,065 แห่ง พบการกระทำผิด 48 ราย และดำเนินคดีแล้วบางส่วน ในข้อหาไม่ปิดป้ายราคาและจำหน่ายเกินราคา
ในส่วนของน้ำมันปาล์ม กรมฯ ยืนยันว่าไม่ได้ห้ามส่งออก แต่เป็นการบริหารจัดการให้เกิดสมดุลระหว่างการบริโภค การใช้ในภาคพลังงาน และการส่งออก โดยในปี 2569 มีการเพิ่มสัดส่วนการใช้ในภาคพลังงาน (ไบโอดีเซล B7 และ B20) เป็น 140,000 ตันต่อเดือน ส่งผลให้ปริมาณส่งออกอยู่ที่ประมาณ 43,600 ตันต่อเดือน
ปัจจุบันราคาผลปาล์มเฉลี่ยอยู่ที่ 8 บาทต่อกิโลกรัม สูงสุดในรอบ 4 ปี ราคาน้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ 41.75 บาทต่อกิโลกรัม และราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดอยู่ที่ 42–50 บาทต่อขวด ซึ่งยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ โดยกรมฯ จะพิจารณาการปรับราคาตามต้นทุนจริง และดูแลไม่ให้กระทบผู้บริโภค
ในส่วนของมาตรการกำกับดูแล ได้กำหนดให้ลานเทและโรงสกัดต้องปิดป้ายแสดงราคารับซื้อ ห้ามกระทำการที่ไม่เป็นธรรม เช่น การทำลูกร่วง พร้อมกำหนดให้โรงสกัดแจ้งสต๊อกและการเคลื่อนย้ายสินค้า รวมถึงการขออนุญาตส่งออก
นอกจากนี้ กรมการค้าภายในได้เพิ่ม “เม็ดพลาสติก” เป็นสินค้าควบคุมรายการใหม่ ครอบคลุมประเภท PE, PP และ PET ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภค กระสอบปุ๋ย และเวชภัณฑ์ โดยได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ (Task Force) เพื่อกำกับดูแลทั้งระบบ ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต การกระจายสินค้า และการป้องกันการกักตุน
ทั้งนี้ กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมปรับมาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อให้สินค้ามีเพียงพอ ราคาเหมาะสม และไม่กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในระยะต่อไป








