กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดินหน้าสร้างระบบเศรษฐกิจสีขาว จับมือ 8 หน่วยงานพันธมิตรด้านบัญชี เปิดระบบงานผู้ทำบัญชี e-Accountant Plus บริหารจัดการ ค้นหา และตรวจสอบข้อมูลผู้ทำบัญชีแบบเรียลไทม์ ภาคธุรกิจสามารถตรวจสอบและจัดหาผู้ทำบัญชีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ต้องกังวลว่าจะโดนมิจฉาชีพที่แฝงตัวเป็นนักบัญชีหลอกลวง เพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของงบการเงิน  ประสานพลังร่วมเอกชนประกาศเจตจำนง ‘ไม่รับจดทะเบียน ไม่รับทำบัญชี ไม่สนับสนุนทุนเทา’ ตัดต้นตอวงจรธุรกิจสีเทา ‘นอมินีบัญชีม้า’ แต่เนิ่นๆ ให้ทุเลาเบาบางลง หรือ หมดสิ้นไป

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า วันที่ 16 มกราคม 2569 เป็นวันคล้ายวันสถาปนากรมพัฒนาธุรกิจการค้า ครบรอบ 103 ปี ซึ่งเป็นวาระที่ดีในการเปิดระบบงานผู้ทำบัญชี หรือ e-Accountant Plus โดยระบบงานฯ ดังกล่าว เป็นเวอร์ชันใหม่ที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาบนเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับสภาวิชาชีพบัญชีแบบเรียลไทม์ รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการปกครอง และระบบภายในของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า อาทิ ระบบจดทะเบียนนิติบุคคล และระบบการนำส่งงบการเงิน ทำให้ข้อมูลมีความถูกต้อง เป็นปัจจุบัน ลดความซ้ำซ้อน และลดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลของผู้ทำบัญชี

ระบบ e-Accountant Plus ได้เพิ่มฟังก์ชันสำคัญหลายประการ เช่น ระบบการทดสอบเพื่อยกระดับความรู้และสร้างการยอมรับในวิชาชีพ การบริหารจัดการข้อมูลแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานภายในและภายนอกอย่างเป็นระบบ มีมาตรการด้านความปลอดภัยของข้อมูลที่เข้มงวด ลดภาระของผู้ทำบัญชี รวมถึงมีบริการค้นหาและตรวจสอบข้อมูลผู้ทำบัญชีที่เป็นปัจจุบัน เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถตรวจสอบและจัดหาผู้ทำบัญชีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของงบการเงิน ช่วยให้การจัดทำบัญชีมีความถูกต้อง โปร่งใส และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ไม่เพียงช่วยสะท้อนฐานะทางการเงินที่แท้จริงของกิจการ แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการชี้ทิศทางการดำเนินธุรกิจ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน และเสริมสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

ทั้งนี้การผนึกกำลังร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรด้านบัญชี 8 แห่ง เพื่อช่วยกันสกัดกั้นทุนเทาและมิจฉาชีพ โดย “ไม่รับจดทะเบียน ไม่รับทำบัญชี และไม่สนับสนุนทุนเทา” ตัดวงจรธุรกิจสีเทา “นอมินีบัญชีม้า” ว่า ปัจจุบันธุรกิจที่หลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมายอย่างนอมินีบัญชีม้า และการใช้นิติบุคคลบังหน้า มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น ส่งผลกระทบด้านลบทั้งต่อประชาชน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ด้านการค้าและการลงทุนของประเทศ กรมจึงให้ความสำคัญในการเร่งบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับการจัดการกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนวิธีการหลอกลวงจากบัญชีม้าบุคคล เป็นบัญชีม้านิติบุคคล เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการหลอกลวง และนักบัญชีและสำนักงานบัญชีถือเป็นต้นน้ำที่สำคัญของระบบธุรกิจไทย ที่จะช่วยป้องกันปัญหานี้ได้

“ทุกวันนี้ เวลาคนอยากตั้งบริษัทเพื่อทำธุรกิจใหม่ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยดำเนินการเอง มักจะใช้นักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีช่วยในการจดทะเบียน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจ ตลอดจนการจัดทำบัญชีหรืองบการเงินให้แก่ธุรกิจ และให้คำปรึกษาทางธุรกิจ เรียกได้ว่าเป็นด่านแรกที่จะช่วยสกัดกั้นธุรกิจที่มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมาย โดยเฉพาะการใช้นอมินีบัญชีม้า และการจดทะเบียนอำพรางให้กับคนต่างชาติ เพราะหากผู้ทำบัญชีหรือสำนักงานบัญชี ตกเป็นเครื่องมือหรือร่วมมือกับมิจฉาชีพ ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของวิชาชีพบัญชีโดยรวม และสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของประเทศ จึงเป็นที่มาของการร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อไม่สนับสนุนหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับมิจฉาชีพในการกระทำผิด”นายพูนพงษ์กล่าว

ทั้งนี้ หากกรมพบว่าผู้ทำบัญชีหรือสำนักงานบัญชี กระทำความผิด ช่วยเหลือการจดทะเบียนนิติบุคคลอำพรางให้กับคนต่างชาติ เพื่อทำบัญชีม้านิติบุคคล โดยไม่ตรวจสอบ หรือรู้ทั้งรู้ว่ามีความเสี่ยงเป็นมิจฉาชีพ เช่น บุคคลคนเดียว จดตั้งบริษัทหลาย ๆ บริษัท บางทีเป็น 100 บริษัท หรือใช้สถานที่อยู่เดียวกันในการจัดตั้งบริษัทเป็นจำนวนมาก ก็จะดำเนินการตามกฎหมายที่กรมมีอยู่ และส่งต่อให้สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์จัดการต่อตามกฎระเบียบที่มีอยู่ด้วย

นายพูนพงษ์กล่าวว่า สำหรับการตรวจสอบบัญชีม้านิติบุคคล กรมได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่ส่งรายชื่อบุคคลกลุ่มเสี่ยง HR-03 จำนวนกว่า 9.8 ราย มาให้กรม และได้นำรายชื่อเหล่านี้ไปตรวจสอบกับรายชื่อบุคคลที่มาจดทะเบียนนิติบุคคลที่มีอยู่ในปัจจุบันประมาณ 9.8 แสนราย ปรากฏว่า มีชื่อบุคคลเสี่ยงประมาณ 1,500 รายที่ตรงกับชื่อในบัญชี HR-03 ของ ปปง. ซึ่งกรมได้นำส่งรายชื่อบริษัทที่มีบุคคลเหล่านี้เข้าไปเกี่ยวข้องให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ ปปง. เพื่อดำเนินการต่อแล้ว

ส่วนการป้องกันกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ขึ้นทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีอยู่ประมาณ 13.4 ล้านคน ที่อาจถูกมิจฉาชีพหลอกลวงให้เงิน 1,000-2,000 บาทแล้วเอาชื่อมาใช้จดทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งกรมได้นำชื่อเหล่านี้มาใส่ไว้ในระบบ เมื่อมีคนมาจดทะเบียนนิติบุคคล หากชื่อไปตรงกับชื่อในบัญชีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็จะเด้งขึ้นมาเลย โดยผลการดำเนินการมาประมาณ 10 วัน พบมี 200 รายชื่อที่ตรงกัน จึงได้เรียกมาพบเจ้าหน้าที่ ขอให้ชี้แจงและแสดงหลักฐานทางการเงิน ปรากฏว่า ส่วนใหญ่ไม่มา และทิ้งคำขอ แต่ถ้ามาแสดงตัว ก็รับจดให้ และส่งรายชื่อต่อไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อให้พิจารณาสถานะผู้ถือบัตรใหม่ เพราะไม่ได้จนจริง เนื่องจากการจดทะเบียนนิติบุคคล มีการลงทุน 5 แสนบาท ถึง 1 ล้านบาท

นอกจากนี้ กรมจะเดินหน้าตรวจสอบนิติบุคคลเสี่ยงในจังหวัดเป้าหมาย ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต ประจวบคีรีขันธ์ ระยอง และกระบี่ ที่มีข้อมูลและมีความเสี่ยงที่จะใช้คนไทยเป็นนอมินี เพื่อให้คนต่างด้าวทำธุรกิจในไทยโดยเลี่ยงปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ใน 6 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1.ธุรกิจท่องเที่ยวและที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ ภัตตาคาร ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก 2.ธุรกิจค้าที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ 3.ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ขนส่ง และคลังสินค้า 4.ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท 5.ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร และ 6.ธุรกิจก่อสร้างทั่วไป

ทั้งนี้ ระบบงานผู้ทำบัญชี e-Accountant Plus ได้เปิดใช้งานตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา พร้อมกับวันที่ประกาศกรมฯ เรื่อง กำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชี พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ โดยข้อมูล ณ วันที่ 15 มกราคม 2569 มีผู้ทำบัญชีเข้าสู่ระบบฯ 45,527 คน และมีผู้เข้าเยี่ยมชมระบบฯ รวม 169,181 ครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงการตอบรับและความสนใจของผู้ทำบัญชีและภาคธุรกิจต่อระบบงานดังกล่าวเป็นอย่างดี