“กอบศักดิ์” จากBBL ขอคนไทยให้อดทนกับเศรษฐกิจโตต่ำในอีก 2 ปี เพราะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจรอติดตั้งเครื่องยนต์ใหม่ S-Curve เพื่อ พาไทยทะยาน 4-5 %
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจในปีนี้มีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปี เนื่องมาจากเป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสู่การเติบโตด้วยโมเดลธุรกิจใหม่ ประกอบกับสถานการณ์ความผันผวนเศรษฐกิจโลก โรคระบาด การเมือง จึงทำให้เป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่สามารถพุ่งสูง หลายสำนักงาน ประเมินเศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้าอาจเติบโตเพียงราว 2% เท่านั้น ซึ่งต้องมองถึงรากปัญหาที่แท้จริงเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อรองับการเติบโตใหม่ในระยะยาว แม้จะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นจึงไม่ส่งผลต่อความยั่งยืนสอดคล้องกับยุคอนาคต
“เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงชะลอตัวและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งจากสถานการณ์การเมืองโลก โรคระบาด และความผันผวนทางเศรษฐกิจ เป้าหมายของภาคธุรกิจในปีนี้จึงอาจไม่ใช่การเติบโตอย่างหวือหวา แต่ประคองตัวให้ผ่านปีนี้ไปได้อย่างมั่นคง เป็นช่วงสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน” นายกอบศักดิ์กล่าว
ธนาคารกรุงเทพมีการพัฒนการสนับสนุนอาคารสีเขียว กระบวนการผลิตคาร์บอนต่ำ และนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม สะท้อนว่า “กรีน” ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือการเปลี่ยนฐานเศรษฐกิจครั้งใหญ่ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ง่าย ต้องใช้เวลา หากวางรากฐานให้ถูกต้อง วันนี้อาจเติบโตเพียง 2% แต่ในอนาคต จะสามารถกลับไปสู่การเติบโตระดับ 4% ได้อย่างยั่งยืนถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านการกำหนดทิศทางการเงินของประเทศไทย วางรากฐานเศรษฐกิจไทยใหม่ให้เข้มแข็ง และยั่งยืนได้อย่างไรในระยะยาว
รวมทั้งมีการปล่อยสินเชื่อกรีน หลายแสนล้านบาท เพื่อ ปรับ supply chain เช่นสินเชื่อโรงไฟฟ้าrenewable ในอาเซียน พลังน้ำในลาว ลมในเวียดนาม สนับสนุน การทำตึกสีเขียว ปรับระบบไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ (solar cell )
การปรับจากการใช้พลังงานจากฟอสซิล เป็น renew able จาก และธนาคารมีการขยายการให้สินเชื่อไปสู่ภูมิภาค เพื่อ ลดโลกร้อน และไปสู่ Low carbon supply chain ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศ จะต้องไม่คำนึงถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เพื่อหวังการเติบโตด้านตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะเป็นยุคของการเปลี่ยนผ่านที่ถึงเวลาต้องมีการปรับโครงสร้าง เปรียบเหมือนการเร่งเครื่องรถคันเก่า ถึงเวลาต้องซ่อมบำรุง เปลี่ยนอะไหล่ บางครั้งการเปลี่ยนคันใหม่ทั้งระบบ อาจทำให้ไทยเราเดินทางได้ไกลและมั่นคงกว่าเดิม ไทยอยู่จุดศูนย์กลาง เนื้อหอม ในสายตานักลงทุน
ในปัจจุบันประเทศไทยอยู่ศูนย์กลางภูมิภาคอาเซียน ตำแหน่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญ เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์มีเงินทุนจากต่างประเทศรอบใหม่หลั่งไหลเข้ามา ที่นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจใหม่ ดังนั้น การเสียเวลาไปกับการนำมาตรการระยะสั้นมาใช้ อาจจะส่งผลพลาดโจทย์ใหญ่ของอนาคต
มีหลายอุตสาหกรรมที่กำลังเริ่มดึงดูดเม็ดเงินลงทุน เติบโตเป็น นิวเอสเคิร์ฟ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ที่เติบโตท่ามกลางยอดขายรถแบบเดิมลดลง แต่รถไฟฟ้ากำลังเริ่มเติบโต เพราะเป็นช่วงที่รับการลงทุนใน 1-2 ปีข้างหน้า ที่จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เมื่อโรงงานเก่ากำลังปิดตัวลง มีรถไฟฟ้าเริ่มมียอดส่งออกขยายตัว เป็นธรรมชาติของช่วงเปลี่ยนผ่าน
ทางด้านในภาคการเงินและพลังงานทางเลือก พลังงานสะอาด เป็นอีกหนึ่งภาคที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทั้งเศรษฐกิจ ที่จะเป็นฐานเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศไทย ใน 4 มิติ ประกอบด้วย 1.จากพลังงานฟอสซิล สู่พลังงานหมุนเวียน 2.จากระบบอนาล็อก สู่ดิจิทัลและAI 3.จากการพึ่งพาตลาดในประเทศ สู่ภูมิภาคและตลาดโลก 4.จากขั้วเศรษฐกิจเดิม สู่ขั้วเศรษฐกิจใหม่
ทางด้านกรณีของกรีนแลนด์ ถือเป็นการช่วงชิงความได้เปรียบทางจุดยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของประเทศสหรัฐอเมริกา และความมั่นคงของโลก กรีนแลนด์ตั้งอยู่บนเส้นทางสำคัญของขีปนาวุธที่อาจพุ่งจากรัสเซียเข้าสู่ทวีปอเมริกา เปรียบเสมือน “ด่านหน้า” ของการป้องกันประเทศ
นั่นเป็นที่มาของการมีแนวคิดสร้างระบบป้องกันแบบ “โกลเด้นโดม” ที่กรีนแลนด์ จะสามารถสร้างแนวป้องกันเป็นชั้น ๆ ลดความเสียหาย เพราะเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่ง เป้าหมายคือการลดโอกาสของความขัดแย้งทางทหารในระดับรุนแรง อีกทั้งยังเป็นเส้นทางเดินเรือทางการค้า ยุทธศาสตร์ใหม่
“สหรัฐกังวลว่า หากปล่อยให้กรีนแลนด์อยู่ภายใต้อิทธิพลของประเทศอื่น อาจนำไปสู่การขยายบทบาทของจีนและรัสเซียในภูมิภาคนี้ และเมื่อถึงวันนั้น การจะดึงอิทธิพลกลับมา อาจไม่ใช่เรื่องง่าย สะท้อนให้เห็นว่า กรีนแลนด์ไม่ใช่เพียงเกาะน้ำแข็งกลางมหาสมุทร แต่กลาย “หมากสำคัญ” บนกระดานความมั่นคงโลก การตัดสินใจและท่าทีของมหาอำนาจ จึงถือเป็นการกำหนดทิศทางของความปลอดภัยและเสถียรภาพของโลกในวันข้างหน้า”
จะเห็นว่าโลกใหม่จะเต็มไปด้วยการเปิดเจรจาทางขั้วอำนาจมากขึ้น ที่เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นถี่ขึ้นจนเป็นเรื่องปกติ ที่ประเทศมีอำนาจของโลกจะแสดงพลังเรียกร้องให้มีการเจรจาระดับทวิภาคี แลกผลประโยชน์ ในการทำการค้า ประเทศเล็กๆ อย่างไทย จะต้องติดตามและรับมือกับความผันผวนนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

