กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเวทีสัมมนา “Shaping the Future of Foreign Business Facilitation in Thailand” ระดมความคิดเห็นจากผู้แทนสถานทูต หอการค้าต่างประเทศในไทย ภาคเอกชน และนักลงทุนกว่า 600 ราย เพื่อนำไปพัฒนาระบบบริการ ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวให้ทันสมัย สะดวก และสอดรับกับบริบทเศรษฐกิจโลก พร้อมย้ำเดินหน้าอำนวยความสะดวกนักลงทุนที่ดำเนินธุรกิจถูกกฎหมาย ควบคู่การปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายและนอมินีอย่างจริงจัง สร้างความเชื่อมั่นและยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการลงทุนแห่งใหม่ของภูมิภาค

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนา “Shaping the Future of Foreign Business Facilitation in Thailand: ทิศทางการอำนวยความสะดวกสำหรับธุรกิจต่างชาติ ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542” ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น ว่า โลกเศรษฐกิจปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งโครงสร้างการค้าและห่วงโซ่อุปสงค์อุปทาน ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้ด้วยการลงทุนภายในประเทศเพียงลำพัง จำเป็นต้องเปิดกว้างและเชื่อมต่อกับนักลงทุนจากทั่วโลก เพื่อเสริมเทคโนโลยี ทักษะ และองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้ภาคธุรกิจไทยสามารถแข่งขันได้

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปี 2568 ประเทศไทยมีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ประมาณ 1.35 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 66 ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงและสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ อุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน เกษตรและการแปรรูปอาหาร และปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

รมว.พาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลตั้งเป้าเร่งให้เม็ดเงินลงทุนที่ยื่นขอส่งเสริมผ่านกลไกของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สามารถเกิดขึ้นจริงไม่น้อยกว่า 4.81 แสนล้านบาทในปีนี้ โดยจะสนับสนุนใน 2 ด้านหลัก คือ 1) การพัฒนาบุคลากร ผ่านโครงการ “Skill Bridge” เชื่อมโยงความต้องการของนักลงทุนกับตลาดแรงงานไทย เติมทักษะด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และ 2) การอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบและใบอนุญาตให้รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นระบบดิจิทัลมากขึ้น

พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยังมีศักยภาพเป็น “ประตูสู่อาเซียน” ด้วยทำเลที่ตั้งด้านโลจิสติกส์และเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่บังคับใช้แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ และอยู่ระหว่างเตรียมบังคับใช้อีก 3 ฉบับ รวมถึงแผนเจรจา FTA ใหม่กับสหภาพยุโรป เกาหลีใต้ และแคนาดา ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนที่ตั้งฐานการผลิตในไทยสามารถขยายตลาดสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลกได้สะดวกยิ่งขึ้น

สำหรับการลงทุนภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ในปี 2568 มีมูลค่ากว่า 3.2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 42 จากปีก่อนหน้า สะท้อนบทบาทของกฎหมายฉบับนี้ในการเป็นกลไกสำคัญรองรับการลงทุนจากต่างชาติควบคู่กับการรักษาความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ

นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์ดำเนินนโยบาย “ดูแลคนดีเต็มที่ ปราบคนไม่ดีจริงจัง” โดยตั้งแต่ต้นปี 2569 ได้ออก 4 มาตรการ 2 คำสั่ง เพื่อป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี อาทิ การเชื่อมโยงข้อมูลกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อตรวจสอบบัญชีม้า และการใช้เทคโนโลยี AI เชื่อมข้อมูลกับกระทรวงการคลัง เพื่อตรวจสอบผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่อาจถูกนำชื่อไปใช้ทำนิติกรรมอำพราง ส่งผลให้จำนวนบริษัทเข้าข่ายต้องสงสัยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังเร่งยกระดับบริการผ่านระบบ e-Foreign Business ลดระยะเวลาพิจารณาใบอนุญาตให้เข้าสู่กระบวนการอนุมัติภายใน 1 เดือน จัดทำคู่มือการยื่นคำขอที่ชัดเจน และอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาปรับลดประเภทธุรกิจที่ต้องขออนุญาตจำนวน 10 ธุรกิจ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนมากยิ่งขึ้น

“การสัมมนาวันนี้มีเป้าหมายเพื่อสื่อสารทิศทางการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ รับฟังข้อเสนอจากภาคธุรกิจ และพัฒนากฎหมาย ระบบ และบริการให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในห่วงโซ่อุปทานของโลก” นางศุภจี กล่าว

ด้านนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า กรมฯ มีบทบาทสำคัญในการเป็นหน่วยงานด่านหน้าที่ให้บริการนักลงทุนต่างชาติภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พร้อมเดินหน้ายกระดับการอำนวยความสะดวก สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ และลดอุปสรรคด้านขั้นตอนและระยะเวลาในการขออนุญาต เพื่อช่วยให้นักลงทุนสามารถเริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีต้นทุนต่ำลง

ทั้งนี้ กรมฯ ให้ความสำคัญกับการดูแลนักลงทุนที่ประกอบธุรกิจโดยสุจริต ซึ่งเป็นกลุ่มที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย เพิ่มการจ้างงาน และถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ให้แก่แรงงานไทย เพื่อยกระดับทักษะและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ขณะเดียวกัน กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังดำเนินการป้องกันและปราบปรามการใช้นอมินีและการประกอบธุรกิจผิดกฎหมายอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ใช้เทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในการคัดกรองและติดตามพฤติกรรมที่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ คุ้มครองผู้ประกอบการไทย และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างชาติว่าประเทศไทยมีระบบกำกับดูแลที่เข้มแข็ง โปร่งใส และเป็นมิตรต่อการลงทุนอย่างแท้จริง

“กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายืนยันว่าจะเดินหน้าพัฒนางานบริการอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่นักลงทุนดีสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง และเป็นจุดหมายปลายทางของการลงทุนคุณภาพในระยะยาว” นายพูนพงษ์กล่าว