สนค. เผยสถานการณ์ตลาดชาโลกและไทย ชี้โอกาสทองสำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยในการยกระดับศักยภาพการผลิตและการส่งออก รับมือกระแสความต้องการชาทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้น คาดว่า ตลาดค้าปลีกชาโลกจะขยายตัว 6.1% ต่อปี โดยในปี 2572 จะมีมูลค่าการค้าปลีกชาอยู่ที่ 69,220.10 ล้านเหรียญสหรัฐ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ. สนค.) โฆษก กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยการติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์การค้าสินค้าตลาดชาโลกและไทย พบว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การบริโภคชาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 เกิดปรากฏการณ์กระแสนิยมบริโภคชาเขียวและมัตจะ จากสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้มัตจะแท้คุณภาพสูงหาซื้อได้ยากและมีราคาสูงขึ้นอย่างมาก จากข้อมูลของ International Tea Committee ชี้ว่าสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ทำให้ผลผลิตชาลดลง ในขณะที่ความต้องการสินค้าชาทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น อย่างรวดเร็ว อีกทั้งผู้บริโภคบางกลุ่มมีค่านิยมว่ามัตจะเป็นเสมือน “กาเฟอีนสะอาด (Clean Caffeine)” สามารถดื่มทดแทนกาแฟ สอดคล้องกับเทรนด์รักสุขภาพ สำหรับการผลิตมัตจะจะต้องอาศัยสายพันธุ์พืชเป็นหลัก และยั
GULF ผนึก Goldwind ลงนามสัญญาจัดหากังหันลม สำหรับ 4 วินด์ฟาร์มในไทย หนุนขับเคลื่อนพลังงานสะอาด
บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF นำโดย นายสารัชถ์ รัตนาวะดี (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลงนามในสัญญาจัดหากังหันลม (Wind Turbine Supply Agreement) กับบริษัท โกลด์วินด์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ฮ่องกง) จำกัด และสัญญาออกแบบ ก่อสร้าง และทดสอบระบบกังหันลม (Wind Turbine Construction Agreement) กับบริษัท โกลด์วินด์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม 4 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งตามสัญญารวม 286 เมกะวัตต์ (MW) และกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2570 โดยมีนายเฉา จื้อกัง (ที่ 4 จากซ้าย) รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โกลด์วินด์ กรุ๊ป เข้าร่วมลงนามในครั้งนี้ บริษัท โกลด์วินด์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ฮ่องกง) จำกัด และ บริษัท โกลด์วินด์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทในเครือ Goldwind Science & Technology Co., Ltd (โกลด์วินด์ กรุ๊ป) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้นและฮ่องกง หนึ่งในผู้นำระดับโลกด้านพลังงานลมแบบครบวงจร ครอบคลุมการออกแบบ การผลิต และการติดตั้งกังหันลมทั้งบนชายฝั่งทะเล (
บริจาคเลือดสภากาชาดรับข้าวกล่อง2 เมนูเด็ด
ซีพีเอฟ ผนึกสภากาชาดไทย จัดกิจกรรม U Farm x Thai Red Cross วันที่ 25-27 ก.ย. 68 ดึงคุณแอน ทองประสม และหมอแล็บ แพนด้า อินฟลูดังฯ ร่วมบริจาคเลือด พร้อมแจกข้าวกล่อง 2 เมนูเด็ดจาก “ตับ” หมูชีวาไก่เบญจา ตรา U Farm เสิร์ฟคุณค่าทางอาหารพร้อมรสชาติแสนอร่อย วันที่ 25 กันยายน 2568 บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (ซีพีเอฟ) ร่วมกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จัดกิจกรรม U Farm x Thai Red Cross ขึ้นระหว่างวันที่ 25-27 กันยายน 2568 โดยมีนางศุภรา ศรีบูรณ์ ผู้อำนวยการค้าธุรกิจในประเทศ ซีพีเอฟ และคณะ พร้อมด้วยนางจิราพร ศรีสอ้าน ผู้อำนวยการสำนักสารนิเทศและสื่อสารองค์กร สภากาชาดไทย นางสาวปิยนันท์ คุ้มครอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านจัดหาโลหิตและภาพลักษณ์องค์กรศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ดาราและผู้จัดชื่อดังอย่างนางสาวแอน ทองประสม และนายภาคภูมิ เดชหัสดิน หรือหมอแล็บ แพนด้า KOL และพนักงานซีพีเอฟเข้าร่วม นางศุภรา กล่าวว่า แคมเปญ U Farm x Thai Red Cross เกิดจากนโยบายซีพีเอฟที่มุ่งชูจุดเด่นของ “นวัตกรรมอาหารเป็นยา” โดยมีผลิตภัณฑ์ U Farm ที่มีมาตรฐานปลอดสาร ปลอดภัย ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยงดู จึงม
BCG model ทางรอดของธุรกิจไทย
[fusion_builder_container admin_label=”Intro” type=”flex” hundred_percent=”no” hundred_percent_height=”no” min_height_medium=”” min_height_small=”” min_height=”” hundred_percent_height_scroll=”no” align_content=”stretch” flex_align_items=”flex-start” flex_justify_content=”flex-start” flex_column_spacing=”” hundred_percent_height_center_content=”yes” equal_height_columns=”no” container_tag=”div” menu_anchor=”” hide_on_mobile=”small-visibility,medium-visibility,large-visibility” status=”published” publish_date=”” class=”” id=”” margin_top_medium=”” margin_bottom_medium=”” margin_top_small=”” margin_bottom_small=”” margin_top=”-90px” margin_bottom=”0px” padding_top_medi
เปิดเมนูสุดยอดอาหารไทยทุกภูมิภาค ในงานเลี้ยงอาหารค่ำผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (Gala Dinner)
[fusion_builder_container admin_label=”Intro” type=”flex” hundred_percent=”no” hundred_percent_height=”no” min_height_medium=”” min_height_small=”” min_height=”” hundred_percent_height_scroll=”no” align_content=”stretch” flex_align_items=”flex-start” flex_justify_content=”flex-start” flex_column_spacing=”” hundred_percent_height_center_content=”yes” equal_height_columns=”no” container_tag=”div” menu_anchor=”” hide_on_mobile=”small-visibility,medium-visibility,large-visibility” status=”published” publish_date=”” class=”” id=”” margin_top_medium=”” margin_bottom_medium=”” margin_top_small=”” margin_bottom_small=”” margin_top=”-90px” margin_bottom=”0px” padding_top_medi
สนค. แนะรัฐ เอกชน ภาคประชาชน ผนึกกำลังรับมือปัญหาความเหลื่อมล้ำ
สนค.วิเคราะห์การเติบโตของเศรษฐกิจไทย พบยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เป็นประเด็นความท้าทายของประเทศ เผยสัดส่วนคนจนยังคงที่อยู่ระดับ 6-8% โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเกษตร ชี้การเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล สังคมสูงอายุ การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ล้วนเป็นปัจจัยท้าทาย ที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น แนะรัฐ เอกชน และภาคประชาชน ร่วมมือกันเตรียมพร้อมและรับมือกับปัญหา ความเหลื่อมล้ำ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ทำการวิเคราะห์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย พบว่า ความเหลื่อมล้ำ ยังคงเป็นประเด็นท้าทายของประเทศ แม้ว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม ของประเทศ หรือ GDP ปรับเพิ่มจาก 7.7 ล้านล้านบาท ในปี 2551 เป็น 10.2 ล้านล้านบาท ในปี 2563 แต่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจยังคงมีอยู่ และเป็นปัญหาสั่งสมที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง จะต้องร่วมมือกันลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้สังคมและเศรษฐกิจไทยพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ขององค์การสหประชาชาติ อันเป
กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยโฉม 8 สินค้า GI ในเวทีเอเปค 2022 ซอฟต์พาวเวอร์นำอัตลักษณ์พื้นถิ่นไทยสู่สายตาชาวโลก พร้อมสร้างโอกาสกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก กระจายรายได้เข้าสู่ชุมชน
[fusion_builder_container admin_label=”Intro” type=”flex” hundred_percent=”no” hundred_percent_height=”no” min_height_medium=”” min_height_small=”” min_height=”” hundred_percent_height_scroll=”no” align_content=”stretch” flex_align_items=”flex-start” flex_justify_content=”flex-start” flex_column_spacing=”” hundred_percent_height_center_content=”yes” equal_height_columns=”no” container_tag=”div” menu_anchor=”” hide_on_mobile=”small-visibility,medium-visibility,large-visibility” status=”published” publish_date=”” class=”” id=”” margin_top_medium=”” margin_bottom_medium=”” margin_top_small=”” margin_bottom_small=”” margin_top=”-90px” margin_bottom=”0px” padding_top_medi
ปิดแนวทางปฏิบัติปรับธุรกิจสู่ความยั่งยืน โดย 4 อุตสาหกรรมหลักของไทย พร้อมชี้โอกาสของนักลงทุนจากการเปลี่ยนแปลง จากงาน ‘RETHINK SUSTAINABILITY: A Call to Action for Thailand’ โดยธนาคารกสิกรไทย เคแบงก์ ไพรเวทแบงก์กิ้ง ร่วมกับลอมบาร์ด โอเดียร์
ปฏิเสธไม่ได้ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน เกิดขึ้นจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น จากการใช้พลังงาน การเกษตร การพัฒนาและขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง รวมถึงการตัดไม้ทำลายป่า และการทำลายสิ่งแวดล้อมในรูปแบบอื่น ๆ หรือที่เรียกว่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ได้ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการดำรงชีพของมนุษย์ สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดการสูญเสียสมดุลของระบบนิเวศ ความอุดมสมบูรณ์ต่างๆ ของธรรมชาติ และสิ่งมีชีวิต รวมถึงการก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ โรคภัยไข้เจ็บ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งหากมนุษย์ยังไม่เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดและวิถีปฏิบัติในการดำเนินชีวิตรวมถึงการดำเนินธุรกิจ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ อนาคตอันน่าเศร้าของโลกคงหนีไม่พ้น ในขณะเดียวกัน คาดการณ์ว่าโอกาสในการลงทุนเพื่อความยั่งยืนด้วยเม็ดเงินมูลค่ามหาศาลถึง 34 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (หรือกว่า 1.2 พันล้านล้านบาท) ภายในปี 2030 จะเกิดขึ้น นักลงทุนจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันและเตรียมรับโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่
กวาวเครือขาว…สมุนไพรอัตลักษณ์ความเป็นไทย
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ในฐานะอนุกรรมการส่งเสริมภาพ ลักษณ์และการตลาดสมุนไพร ได้ศึกษาข้อมูลสมุนไพรกวาวเครือขาว (Pueraria Mirifica) ซึ่งเป็นสมุนไพรพื้นเมืองของไทยและประเทศ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ กวาวเครือขาวถูกใช้เป็นยาแผนไทยมาเป็นเวลานาน ซึ่งคณะกรรมการนโยบายสมุนไพรแห่งชาติ ได้กำหนดให้กวาวเครือขาวอยู่ในกลุ่มสมุนไพรที่มีศักยภาพในการผลักดัน ให้เป็น Herbal Champion หรือสมุนไพรที่มีศักยภาพทาง เศรษฐกิจสูงของไทย กวาวเครือขาวเป็นพืชไม้เลื้อยหรือพืชตระกูลถั่ว ส่วนหัวอยู่ใต้ดิน ลักษณะกลม มีอายุหลายปี มีน้ำหนักถึง 20 กิโลกรัม เนื้อมีสีขาวคล้ายมันแกว มียางและมีสารออกฤทธิ์ คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิง จึงถูกนำมาใช้เพื่อรักษาอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกกลางคืนในสตรีวัยใกล้หมดประจำเดือน นอกจากนี้ มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับคุณประโยชน์อื่น ๆ เช่น ช่วยเสริมสร้างสุขภาพของกระดูก และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น กวาวเครือขาวส่วนใหญ่พบตามธรรมชาติทางภาคเหนือของไทย และปลูกมากในภาคเหนือ ภาค
ผลกระทบจากความไม่สงบในอิสราเอล – ปาเลสไตน์ ต่อเศรษฐกิจการค้าของไทย
สงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสชาวปาเลสไตน์ ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ที่มีมาอย่างยาวนานยกระดับรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หลังจากที่กลุ่มฮามาส (Hamas) หรือองค์กรการเมืองติดอาวุธของชาวปาเลสไตน์ซึ่งปกครองฉนวนกาซา เปิดปฏิบัติการ Al-Aqsa Flood ยิงจรวดเข้ามาในอิสราเอลเป็นวงกว้างและส่งกองกำลังติดอาวุธเข้าไปโจมตีเมืองทางตอนใต้ของอิสราเอล โดยอ้างเหตุผลการโจมตีว่าเพื่อตอบโต้ต่อความโหดร้ายทั้งหมดที่ชาวปาเลสไตน์ต้องเผชิญจากอิสราเอลตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งการโจมตีดังกล่าวทำให้นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ออกแถลงการณ์ประกาศให้ “อิสราเอลเข้าสู่ภาวะสงคราม” และโจมตีตอบโต้กลุ่มฮามาส ขณะเดียวกันก็สร้างความกังวลให้กับทั่วโลกว่าสถานการณ์อาจลุกลามบานปลายยกระดับความตึงเครียดสู่ระดับภูมิภาค และจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย ผลกระทบของสงครามต่อการค้าไทย ผลกระทบทางตรง จากการประเมินผลกระทบทางตรงต่อการค้าระหว่างประเทศของไทย กรณีที่สถานการณ์การสู้รบที่อยู่ในพื้นที่จำกัด (บริเวณฉนวนกาซา) ยังไม่มีการปิดประเทศ หรือปิดกั้นระบบการขนส่งทั้งหมด น่าจะยังไม่กระ
วิเคราะห์ ทิศทางการส่งออกและ ตลาดส่งออก สินค้าของไทย ปี 68
ทิศทางการส่งออกของไทยในปี 2568 สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) คาดการณ์ว่าในปี 2568 มูลค่าการส่งออกของไทย จะขยายตัวร้อยละ 2 – 3 (ค่ากลางร้อยละ 2.5) หรือคิดเป็นมูลค่า 306,000 – 309,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่ากลาง 307,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากฐานปี2567 ที่คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่า 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ขยายตัวร้อยละ 5.2) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การค้าโลก ความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์โลก และมาตรการกีดกันทางการค้าที่จะทวีความรุนแรงขึ้นในปีหน้า ทั้งนี้ได้คำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงจากการดำเนินนโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ แล้ว แต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง จึงจะต้องติดตามการประกาศมาตรการของสหรัฐฯ และประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ปัจจัยที่จะมีผลต่อการส่งออกของไทยในปี 2568 ปัจจัยหนุนมี 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ (1) การทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของเศรษฐกิจโลก (2) ความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารที่ยังคงอยู่อย่างต่อเนื่อง (3) วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขั้นกลางของไทย (สินค้า PCB) มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องเพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ตู้แช่เย็นพลังงานแสงอาทิตย์รักษ์โลก ประหยัดไฟลดคาร์บอน
[fusion_builder_container admin_label=”Intro” type=”flex” hundred_percent=”no” hundred_percent_height=”no” min_height_medium=”” min_height_small=”” min_height=”” hundred_percent_height_scroll=”no” align_content=”stretch” flex_align_items=”flex-start” flex_justify_content=”flex-start” flex_column_spacing=”” hundred_percent_height_center_content=”yes” equal_height_columns=”no” container_tag=”div” menu_anchor=”” hide_on_mobile=”small-visibility,medium-visibility,large-visibility” status=”published” publish_date=”” class=”” id=”” margin_top_medium=”” margin_bottom_medium=”” margin_top_small=”” margin_bottom_small=”” margin_top=”-90px” margin_bottom=”0px” padding_top_medi
เมื่อเกษตรอินทรีย์คือ ‘ทางรอด’ ไม่ใช่ ‘ทางเลือก’ TRACETHAI.com หนุนเกษตรอินทรีย์ไทยสู่มาตรฐานโลก
“แน่ใจไหมว่าที่ซื้อเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์จริง” เป็นคำถามที่หลายคนไม่แน่ใจในคำตอบ ขณะที่ตลาดสินค้าอินทรีย์ โดยเฉพาะ ข้าว ผัก ผลไม้ของโลก กำลังเติบโตสูงและเป็นเทรนด์ที่ตอกย้ำว่าทุกคนใส่ใจ เรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะตลาดสหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา หนึ่งในกุญแจสำคัญที่สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคได้คือ “การตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตรอินทรีย์ ด้วยเทคโนโลยี Blockchain” ซึ่งจะช่วยให้สินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยเข้าสู่ตลาดได้ มีความน่าเชื่อถือ และมีโอกาสวางบนชั้นจำหน่ายสินค้าในประเทศต่าง ๆ ได้มากขึ้น สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกับ สถาบันวิจัย และให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ริเริ่มและผลักดันโครงการประยุกต์ใช้ Blockchain ยกระดับเศรษฐกิจการค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ต่อเนื่องตลอด 4 ปี พัฒนาระบบต้นแบบ TRACETHAI.com สำหรับใช้ตรวจสอบย้อนกลับที่มาและใบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทย โดยล่าสุดจัดงานสัมมนาโครงการฯ และกิจกรรม “Organic Day” ยกระดับขับเคลื่อน TRACETHAI.com ก้าวสู่เครือข่ายที่กว้างขึ้น นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร
ญี่ปุ่นเตรียมติดฉลากลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสินค้าผักและผลไม้สดอย่างเป็นทางการในปีหน้า
สนค. แนะเกษตรกรและผู้ประกอบการ เตรียมความพร้อมรับมือมุ่งสู่เกษตรสีเขียว นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ติดตาม สถานการณ์การค้าสินค้าเกษตร รวมทั้งนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง พบว่า ญี่ปุ่นกำลังดำเนินโครงการนำร่องติดฉลากลดก๊าซเรือนกระจก ในสินค้าเกษตรกลุ่มผักและผลไม้สดเพื่อสื่อสารความพยายามลดก๊าซ เรือนกระจกของเกษตรกรและผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคโดยคาดว่าจะใช้ระบบการติดฉลากลดก๊าซเรือนกระจกในสินค้าเกษตรอย่างเป็นทางการในช่วงเดือน เมษายน 2567 รวมทั้งจะขยายกลุ่มสินค้าให้ครอบคลุมกลุ่มปศุสัตว์ ได้แก่ โคนม โคเนื้อ และสุกร ด้วย การดำเนินการข้างต้น เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระบบอาหารยั่งยืน (Strategy for Sustainable Food Systems) หรือ “ยุทธศาสตร์ MIDORI” (MIDORI ภาษาญี่ปุ่น แปลว่า สีเขียว) ของกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง ประเทศญี่ปุ่น (Ministry of Agriculture, Forestry and Fisheries: MAFF) ที่ออกมาเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2564 โดยการส่งเสริมการบริโภคสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืน เป็นหนึ่งในเป้าหมายของยุทธศา
สนค. เผยผลการศึกษาแนวทางพัฒนาการค้าสินค้าเกษตรมูลค่าสูง : กาแฟพิเศษ
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อํานวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค. ดำเนินการศึกษา “แนวทางพัฒนาศักยภาพการค้าสินค้าเกษตรมูลค่าสูง กรณีศึกษา กาแฟพิเศษ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารวบรวมข้อมูล ปัญหาและอุปสรรคของเกษตรกร และผู้ประกอบการ และนำมาจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการค้าสินค้ากาแฟและกาแฟพิเศษ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน นำไปใช้ประโยชน์ในการส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรมูลค่าสูงตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ รวมถึงเป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตรไทย กาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) เป็นกาแฟที่ผ่านกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพ ตั้งแต่การเพาะปลูก การคัดสรรเมล็ดกาแฟ จนถึงการแปรรูป เพื่อให้ได้กาแฟที่มีคุณภาพสูงและรสชาติดี อีกทั้งช่วยเพิ่มมูลค่ากาแฟพิเศษให้มีราคาสูงกว่ากาแฟทั่วไป โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอมอรี่ (Emory university) สหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาราคากาแฟพิเศษคั่วแล้ว มีราคาเฉลี่ย ณ สิ้นสุด ไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 ที่ 28.64 เหรียญสหรัฐต่อปอนด์ โดยมีราคาต่ำสุดที่ 18.28 เหรียญสหรัฐต่อปอนด์ และราคาสูงสุดที่ 38.99 เหรี
รัฐบาลเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ทำความรู้จัก 7 ประเภทพลาสติก ย้ำ “แยกก่อนทิ้ง” ใช้รีไซเคิลได้ ส่งเสริมความสมดุลและยั่งยืน
[fusion_builder_container admin_label=”Intro” type=”flex” hundred_percent=”no” hundred_percent_height=”no” min_height_medium=”” min_height_small=”” min_height=”” hundred_percent_height_scroll=”no” align_content=”stretch” flex_align_items=”flex-start” flex_justify_content=”flex-start” flex_column_spacing=”” hundred_percent_height_center_content=”yes” equal_height_columns=”no” container_tag=”div” menu_anchor=”” hide_on_mobile=”small-visibility,medium-visibility,large-visibility” status=”published” publish_date=”” class=”” id=”” margin_top_medium=”” margin_bottom_medium=”” margin_top_small=”” margin_bottom_small=”” margin_top=”-90px” margin_bottom=”0px” padding_top_medi
ททท. จับมือ utu ชวนค้นหาประสบการณ์ท่องเที่ยวใหม่ๆ ไปกับกิจกรรม “อีสานม่วนกันวันธรรมดา ปี 2566” แลกคะแนนพร้อมรับเครดิตเงินคืนสูงสุดถึง 100%
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ utu (ยูทู) ชวนสัมผัสเสน่ห์การท่องเที่ยวอีสาน ในโครงการ “อีสานม่วนกันวันธรรมดา ปี 2566” เพิ่มความสนุกและคุ้มค่าให้การเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ ด้วยการมอบสิทธิประโยชน์เป็นคะแนนสะสมในแอปพลิเคชัน เพื่อนำไปแลกเครดิตเงินคืน เมื่อใช้จ่ายค่าอาหาร ที่พัก รวมถึงการชอปปิงในร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ รวมมูลค่ากว่า 700,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2566 นางสาวสรัสวดี อาสาสรรพกิจ ผู้อำนวยการภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวถึงการจัดโครงการในครั้งนี้ว่า “กิจกรรม อีสานม่วนกันในวันธรรมดา ปี 2566 นี้ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมส่งเสริมการตลาด เพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวไปสัมผัสกลิ่นอายภาคอีสานในต่างมุมมอง สร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ผ่านการท่องเที่ยว อาหาร และวัฒนธรรม ที่เป็นเอกลักษณ์ ของภาคอีสาน อีกทั้งยังได้สัมผัสถึงคุณค่าจากการท่องเที่ยวในวันธรรมดาผ่านการนำเสนอที่แตกต่าง เพื่อให้เหมาะกับเทรนด์การทำงานในปัจจุบันที่เป็นการทำงานแบบ Workation รวมไปถึงนักท่องเที่ยวกลุ่ม Active Senior และกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงอีกด้วย ในโอกาสนี้ ททท. ได้จับมือกับแ
มูเตลูเฟื่องฟู ดันธุรกิจด้านความเชื่อคึกคัก
มูเตลูไทยเฟื่องฟูสุดๆ ดัน ‘ธุรกิจกิจกรรมด้านความเชื่อเพื่อสนับสนุนการตลาด’ เบียดแซงหน้าขึ้นแท่นธุรกิจดาวเด่น …เปิดรายได้รวมปลายปีเพิ่มขึ้นกว่า 113% ขณะที่สินทรัพย์ธุรกิจเพิ่มขึ้นกว่า 50% โซเชียลมีเดียและเว็บไซต์เป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงข้อมูลและเนื้อหาความเชื่อของผู้บริโภคมากที่สุด ขณะที่การพยากรณ์ดวงชะตาแบบรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือนได้รับความนิยมสูงสุด ส่งผลภาคธุรกิจนำความเชื่อด้านโชคลางไปใช้สนับสนุนการบริหารจัดการทั้งส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์สินค้ามากขึ้น ธุรกิจสายมูส่วนใหญ่ดำเนินกิจการในรูปแบบบุคคลธรรมดา ไม่นิยมจัดตั้งเป็นนิติบุคคล ขอเชิญชวนให้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและสามารถขยายธุรกิจสู่การให้บริการที่หลากหลายมากขึ้น นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “ตั้งแต่ปี 2563 เข้าสู่ปี 2566 มูเตลู หรือความเชื่อในศาสตร์เร้นลับ การบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เพื่อเสริมดวงและโชคชะตาในประเทศไทยกำลังได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด ผู้นับถือศาสตร์มูเตลู (สายมู) เชื่อว่าการบูชาและศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไสยศาสตร์
จัดงานใหญ่ Style Bangkok 2023 ด้วยแนวคิด BCG
DITP ผนึก สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดยิ่งใหญ่ STYLE Bangkok 2023 เปิดโซนพิเศษโชว์งานศิลปิน+ผู้ประกอบการ ส่งเสริมสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนสู่เวทีโลก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จับมือสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กลับมาจัดงาน STYLE Bangkok 2023 อย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง พร้อมผลักดันดันสู่งานแสดงสินค้านานาชาติชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย ด้วยแนวคิด BCG Model เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการในการก้าวสู่การทำตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นอย่างยั่งยืน พบกับผู้ร่วมแสดงสินค้ากว่า 500 บริษัท เกือบ 1,000 บูธ คาดสร้างมูลค่าซื้อขายไม่ต่ำกว่า 1,400 ล้านบาท พร้อมจัดขึ้นในวันที่ 22-26 มีนาคม 2566 ณ ชั้น G ฮอลล์ 1-4 ณ สถานที่จัดงานใหม่-ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวว่า “อุตสาหกรรมสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย เนื่องจากกว่าร้อยละ 90 เป็น SMEs มีการจ้างงานกว่า 1 ล้านคน โดยการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นในปี 2565 ขยายตัว ถึงร้อยละ 16.5 คิดเป็นมูลค่าเกือบ 450,000 ล้านบาท งานแสดงสินค้า “STYLE Bangkok”
เซ็นทรัลพัฒนา เดินหน้าจับมือพันธมิตร บัตรเครดิต UOB พร้อมอัดโปรฯ พิเศษ ให้ลูกค้า จาก 120 ร้านอาหารที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 5 สาขา ในกรุงเทพฯ
บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) จับมือพันธมิตรชั้นนำ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย จัดแคมเปญพิเศษ “UOB มื้อนี้ใช่เลย x CENTRAL PATTANA” มอบส่วนลดเอาใจนักชิม มื้อไหนๆก็มีแต่คุ้ม กับส่วนลด 3 ต่อ จากร้านอาหารชื่อดังกว่า 120ร้านอาหาร ที่อยู่ภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, เซ็นทรัล พระราม 3 และ เซ็นทรัล พระราม 9ตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน – 31 สิงหาคม 2566ตอกย้ำตัวจริง Food Destination ที่รวบรวมร้านอาหารอร่อยจากทั่วทุกมุมโลกมาไว้ในที่เดียว ตอบโจทย์ทุกความต้องการที่หลากหลาย ตั้งแต่ Fast Food, Family Dining ไปจนถึง Fine Dining และ Cafe ชื่อดังมากมายรวมถึงร้านอาหารชื่อดังระดับมิชลินสตาร์ อาทิ ร้าน Kam’s Roast, TSUTA, บ้านเบญจรงค์ ปาย และร้านดังอีกมากมายที่ร่วมแคมเปญผ่านการทำโปรโมชั่นพิเศษในครั้งนี้ ต่อที่ 1รับส่วนลดสูงสุด 50% หรือสิทธิพิเศษ จากกว่า 50 แบรนด์ร้านอาหารชั้นนำ ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, เซ็นทรัล พระราม 3 และ เซ็นทรัล พระราม 9 ต่อที่ 2 แลกรับเครดิตเงินคืน 15%เมื่อมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตยูโอบี และแลก
เผยโฉมคอลเลคชั่นใหม่ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผ้าไหมซิ่นลายแตงโม
กรมหม่อนไหมเผยคอลเลคชั่นใหม่ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผ้าไหมซิ่นลายแตงโม วันที่ 29 มิถุนายน 2566 นายประกอบ เผ่าพงศ์ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหมบูรณาการการทำงานร่วมกับวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และกลุ่มทอผ้าไทยทรงดำ บ้านดอนมะนาว อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ในการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผ้าไหมซิ่นลายแตงโม โดยเป็นการพัฒนาผ้าไหมลายแตงโม ซึ่งเป็นลายพื้นถิ่นให้มีคุณภาพ ผ่านการรับรองมาตรฐานตรานกยูงพระราชทาน และต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผ้าไหมลายแตงโม ด้วยการออกแบบและแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์ให้มีความร่วมสมัย จากการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญางานตัดเย็บ “ดอกผ้าปะ” และงานปักผ้า ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์ไททรงดำ เพื่อสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ และสร้างทัศนคติที่ดีในการใช้ผ้าไหม ส่งผลให้เกิดการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาการทอผ้าไหมอัตลักษณ์พื้นถิ่นให้คงอยู่ และสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้อย่างมั่งคั่งและยั่งยืน สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผ้าไหมซิ่นลายแตงโม ติดต่อคุณบุษตรี ทองเปลี่ยว กลุ่มทอผ้าไททรงดำบ
เชิญชวนท่องเที่ยวงานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน ประจำปี 2566
จากสินค้าสู่พันธสัญญาสิ่งแวดล้อม “ไลอ้อน ประเทศไทย” ยกระดับสินค้านวัตกรรม คว้าฉลากลดคาร์บอนฟุตพริ้นหรือฉลากลดโลกร้อน เดินหน้าสู่แบรนด์รักษ์โลก
• เมื่อ Climate Change ไม่ใช่แค่ “ประเด็นสิ่งแวดล้อม” แต่กลายเป็น “โจทย์ธุรกิจ” ที่ทุกองค์กรต้องตอบให้ได้ • หลายองค์กรทั่วโลกเริ่มขยับตัวจริงจัง โดยเฉพาะเรื่อง “การลดคาร์บอนฟุตพริ้นหรือฉลากลดโลกร้อน” ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญสู่ความยั่งยืน ไลอ้อน (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 56 ปีด้วยหลักการบริหาร “ธุรกิจคู่คุณธรรม” ได้รับฉลากลดคาร์บอนฟุตพริ้นหรือฉลากลดโลกร้อน(Carbon Footprint Reduction) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ผ่านผลิตภัณฑ์กลุ่ม Lion Hygienic อันเป็นบทพิสูจน์ชัดเจนว่า “องค์กรไม่ได้มองแค่การขายสินค้า แต่กำลังขับเคลื่อนทั้งอุตสาหกรรมไปสู่ความยั่งยืน” จากการผลิตสู่การแก้ปัญหาสังคม ดร. กิตติวัตร โสมวดี รองผู้จัดการบริหารการผลิต บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด เล่าถึงเส้นทางที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2012 ที่บริษัทเริ่มประเมิน “คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Products)” สำหรับผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างจานอย่างเป็นระบบและค่อย ๆ ปรับทุกกระบวนการผลิต “การดูแลสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อสังคมและธุรกิจของเร
“อาหารแห่งอนาคต” (Future Food) คือ “ผำ” หรือไข่น้ำ
ภาคเกษตรกรรม ซึ่งต้องพึ่งพาสภาพอากาศและธรรมชาติในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความท้าทาย การมองหาพืชทางเลือกที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ใช้น้ำน้อย เติบโตเร็ว และมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ จึงเป็นทางออกที่สำคัญ หนึ่งในพืชที่กำลังได้รับความสนใจในฐานะ “อาหารแห่งอนาคต” (Future Food) คือ “ผำ” หรือไข่น้ำ เป็นพืชน้ำจืดที่เพาะเลี้ยงง่าย ช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและชุมชนสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น ไข่ผำแห้ง อาหารเสริม หรืออาหารสุขภาพ สามารถเลี้ยงในบ่อธรรมชาติหรือบ่อควบคุมได้ ช่วยรักษาสภาพน้ำและระบบนิเวศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตร ภายใต้นโยบาย“เกษตรมูลค่าสูง”และแนวทาง “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพื่อให้เกิดการทำน้อยได้มาก การส่งเสริมการเลี้ยง “ผำ” เป็นการ บูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานของกรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมประมง สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ซึ่งเน้นการผลิตตามความต้องการตลาด ปรับปรุงเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเพาะเลี้ยง พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่ม
การสำรวจพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าไทยของประชาชน
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เดือนสิงหาคม 2568 จำนวน 5,467 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชน ทั่วประเทศ เกี่ยวกับพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าไทยของประชาชน ผลการสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ยังคงมีความนิยมในการเลือกซื้อสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าในหมวดอาหารและเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมสูงสุด ขณะที่สินค้าหมวดความงามและแฟชั่นได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีในอนาคต โดยมีรายละเอียดผลการสำรวจ ดังนี้ • ความนิยมการเลือกซื้อสินค้าไทยของประชาชน ในภาพรวมพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ยังมีการซื้อสินค้าไทย โดยสินค้าที่ได้รับความนิยม ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม ที่ร้อยละ 42.99 รองลงมา คือ สินค้าแฟชั่นและเครื่องประดับ ที่ร้อยละ 15.85 ของใช้ในบ้านและของตกแต่งบ้าน ที่ร้อยละ 14.64 สินค้าสุขภาพ ที่ร้อยละ 10.68 สินค้าความงามและของใช้ส่วนบุคคล ที่ร้อยละ 9.90 และเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ที่ร้อยละ 7.25 หากพิจารณาตามกลุ่มอายุ พบว่า ประชาชนที่มีอายุต่ำกว่า 29 ปี นิยมเลือกซื้อสินค้าความงามและของใช้ส่วนบุค
Gother (โกเธอร์) ฉลองครบรอบ 1 ปี สุดยิ่งใหญ่ มอบความคุ้ม 3 ต่อ จัดเต็มทั้งส่วนลดสูงสุด 50% และของรางวัล150,000 บาท
Gother (โกเธอร์) แพลตฟอร์มจองทริปท่องเที่ยวของคนไทยเพื่อคนไทย ฉลองครบรอบ 1 ปี จัดโปรโมชั่นสุดยิ่งใหญ่ อัดโปรแรงสุดในรอบปี รับส่วนลดและรางวัลกว่า 3 ต่อ ให้ทั้งส่วนลด ตั๋วเครื่อง ที่พัก กิจกรรม พร้อมสิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่ ทั้งตั๋วเครื่องบิน EVA ไป-กลับญี่ปุ่นและที่พัก 5 ดาว รวมมูลค่ากว่า 150,000 บาท และโค้ดส่วนลดเพิ่ม 500 บาท ระหว่าง 18 ก.ย.–5 ต.ค.นี้เท่านั้น หวังส่งเสริมคนไทยเที่ยวช่วงสิ้นปีถึงต้นปี 2569 นายอนุพงษ์ เกรียงไกรลิปิกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้ง Gother กล่าวว่า ในโอกาสที่ Gother ครบรอบ 1 ปี ของการเปิดให้บริการแพลตฟอร์มจองทริปท่องเที่ยวของคนไทยเพื่อคนไทย ซึ่งเราพร้อมให้บริการที่เข้าถึงและเข้าใจทุกไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวของคนไทยอย่างแท้จริง ภายใต้การสร้างแรงบันดาลใจให้คุณออกไปท่องเที่ยว สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ในแบบของตัวเอง ผ่านการจองบริการท่องเที่ยวที่เรานำเสนอแบบครบวงจร ทั้งบริการจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก กิจกรรม รถเช่า แพ็คเกจทัวร์ Gother ได้จัดโปรโมชันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปีนี้ เพื่อส่งเสริมให้คนไปเที่ยวช่วงสิ้นปี หรือต้นปี 2569 Gother ได้จัดโปรแรงสุดในรอบปี รับส่วนล
มหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ‘บางกอกเจมส์’ ครั้งที่ 72 สุดอลังการ ดันเงินสะพัดกว่า 3,500 ล้านบาท
นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับครั้งที่ 72 (The 72nd Bangkok Gems and Jewelry Fair) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT และสนับสนุนโดยองค์กรภาครัฐและเอกชนรวมถึงสมาคมการค้าสำคัญในอุตสาหกรรมฯ 17 องค์กร ซึ่งภายในงานมีผู้เข้าร่วมทั้งในและต่างประเทศ รวม 1,106 บริษัท 2,628 คูหา จัดแสดงเต็มพื้นที่ชั้น G และ LG (Hall 1 – 8) โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานในครั้งนี้ กว่า 40,000 คน เชื่อว่าจะมีเงินสะพัดกว่า 3,500 ล้านบาท นายวุฒิไกรกล่าวว่า “อัญมณีและเครื่องประดับถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย โดยเป็นอุตสาหกรรมที่ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ มีการจ้างงานตลอดห่วงโซ่อุปทานถึงกว่า 8 แสนคนทั่วประเทศ และแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา ทั่วโลกต้องเผชิญกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่เป็นที่น่ายินดีว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ปี 2568 เดือนมกราคม – กรกฎาคม มีม
กรมพัฒนาธุรกิจฯ ชวนประกวดคลิปสั้น ‘อาหารไทย ต้อง Thai SELECT’ ชิงเงินรางวัลกว่า 300,000 บาท ผลักดัน Soft Power อาหารไทยสู่สายตานานาชาติ
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดินหน้าส่งเสริม Soft Power อาหารไทย ชวนครีเอเตอร์ร่วมประกวดคลิปวิดีโอสั้นในสโลแกน ‘อาหารไทย ต้อง Thai SELECT’ ถ่ายทอดคุณค่าและเอกลักษณ์อาหารไทย พร้อมโอกาสคว้ารางวัลใหญ่รวมกว่า 300,000 บาท เปิดรับสมัครแล้วและส่งผลงานได้ตั้งแต่วันนี้-15 ตุลาคม 2568 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามุ่งผลักดันอาหารไทยให้กลายเป็น Soft Power และรู้จักในวงกว้าง พร้อมส่งเสริมมาตรฐานร้านอาหารผ่านตราสัญลักษณ์ Thai SELECT สร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค ซึ่งขณะนี้กรมฯ ได้จัดกิจกรรม ‘ประกวดคลิปวิดีโอสั้น ภายใต้สโลแกน ‘อาหารไทย ต้อง Thai SELECT’ โดยเชิญชวนครีเอเตอร์ นักสร้างสรรค์คอนเทนต์ หรือนิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ร่วมส่งผลงานคลิปสั้นเข้าประกวดชิงเงินรางวัลและโล่เกียรติยศ มูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท อธิบดีอรมน กล่าวต่อว่า “สำหรับกติกาการเข้าร่วมประกวด คลิปสั้นจะต้องมีความยาวไม่เกิน 3 นาที โดยต้องมีเนื้อหาที่ถ่ายทอดเสน่ห์และคุณค่าของอาหารไทยที่สื่อถึง Soft Power ของอาหารไทยสู่สายตานักชิมทั่วโลก ภาพต้องสื่อสารให้อาหารน่ารับประทาน
Enlit Asia 2025 เปิดฉากแล้วที่กรุงเทพฯ จุดประกายการสนทนาเชิงลึก เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภูมิภาคอาเซียน ผู้นำอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และผู้สร้างนวัตกรรมจากทั่วภูมิภาค มารวมพลังเพื่อเร่งสร้างสรรค์แนวทางความร่วมมือ ขับเคลื่อนอนาคตพลังงานที่ยั่งยืนและมั่นคงของอาเซียน
Asia 2025 งานชั้นนำด้านพลังงานของอาเซียน เปิดอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ กรุงเทพฯ (BITEC) โดยรวบรวมผู้นำอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และนักนวัตกรรม มาร่วมกำหนดทิศทางอนาคตพลังงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9–11 กันยายน 2568 นำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมส่งเสริมการสนทนาเชิงลึกตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าพลังงาน ตั้งแต่การผลิตจนถึงการมีส่วนร่วมของผู้ใช้พลังงาน ในพิธีกล่าวเปิดงาน ดร. วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการขับเคลื่อนอนาคตพลังงานอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียนว่า “ประเทศไทยมุ่งมั่นส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่ยั่งยืนและมีความมั่นคงในอาเซียน” โดยคณะกรรมาธิการยังชี้ให้เห็นความก้าวหน้าของประเทศไทยในการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานในอาเซียนว่า “ความก้าวหน้าของเราด้านการบูรณาการพลังงานแสงอาทิตย์และลม แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการสร้างมาตรฐานภูมิภาคด้านการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียน” วันเปิดงานเริ่มต้นด
หาดทิพย์ผนึกกำลังเครือข่ายเปิดตัว “พันธมิตรเพื่อการรีไซเคิลในภาคใต้” ยกระดับการรีไซเคิลขวด PET เป็นเม็ดพลาสติก rPET ด้วยระบบโลจิสติกส์ย้อนกลับ
บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) หรือ HTC ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มในเครือ “โคคา-โคล่า” ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ บริษัท อ๊อกซิเทค จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการเก็บรวบรวมวัสดุใช้แล้วเพื่อการรีไซเคิลและ บริษัท รอยซ์ ยูนิเวอร์แซล จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการรีไซเคิลวัสดุใช้แล้วควบวงจรเปิดตัว“พันธมิตรเพื่อการรีไซเคิลในภาคใต้” หรือ “Southern Recycling Alliance” ที่นำระบบ โลจิสติกส์ย้อนกลับ (Reverse Logistics) มาใช้ในการเก็บขวดพลาสติก PET ใช้แล้วเพื่อผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิล (rPET) และนำกลับมาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มอีกครั้ง (Bottle-to-Bottle Recycling) ซึ่งนับเป็นการริเริ่มจัดทำโครงการในลักษณะนี้เป็นครั้งแรกของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มในประเทศไทยและของธุรกิจ “โคคา-โคล่า” ทั่วโลก ตอกย้ำวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนและการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ด้วยการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม “พันธมิตรเพื่อการรีไซเคิลในภาคใต้” หรือ“Southern Recycling Alliance” ถือเป็นความร่วมมือแบบไตรภาคีที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนการรีไซเค