ครม.เห็นชอบร่างถ้อยแถลงรัฐมนตรีวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเอเปค ครั้งที่ 29 ตามที่สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เสนอ ซึ่งจะมีการจัดประชุมขึ้นในวันที่ 21 สิงหาคม 2566 ณ เมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ภายใต้หัวข้อหลัก “สร้างอนาคต ที่พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงและยั่งยืนสำหรับทุกคน” (Creating a Resilient and Sustainable Future for All) โดยที่ประชุมจะมีการรับรองร่างถ้อยแถลงเพื่อใช้เป็นเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมรัฐมนตรีวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเอเปคในครั้งนี้ ร่างถ้อยแถลงฉบับนี้ มีสาระสำคัญเป็นการสร้างเส้นทางสู่การเติบโตของ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และการบูรณาการ SME เข้ากับห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก รวมถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจชีวภาพ – ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน – ระบบเศรษฐกิจสีเขียว (BCG) ของ SME ใน 21 เขตเศรษฐกิจเอเปค ดังนี้ 1.การขับเคลื่อนให้ชุมชนเอเชียแปซิฟิกเปิดกว้าง มีพลวัตร ยืดหยุ่น มีความสงบสุข เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของผู้คนและคนรุ่นต่อไปในอนาคต และมีความครอบคลุมถึงสตรี อาทิ ส่งเสริมโอ
คาโอ ชวนประกวดภาพวาดสิ่งแวดล้อมนานาชาติ ระดับเยาวชน ครั้งที่ 14 และสร้างสรรค์จินตนาการด้านสิ่งแวดล้อมผ่านผลงานศิลปะในเวิร์กช็อป Let’s Paint the Future ปี 2
บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด ส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านผลงานศิลปะ เชิญชวนเด็กๆ และเยาวชนมาร่วมสร้างสรรค์ผลงานใน “โครงการประกวดภาพวาดสิ่งแวดล้อมนานาชาติ ระดับเยาวชน ครั้งที่ 14” ภายใต้แนวคิด “มาสร้างสิ่งแวดล้อมของเราให้ยั่งยืนกันเถอะ!” (Let’s make our environment sustainable, together!) ซึ่งเป็นโครงการที่ริเริ่มโดย บริษัท คาโอ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น โดยมุ่งหวังที่จะสร้างแรงบันดาลใจ ปลุกพลังเยาวชนให้ใส่ใจและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตลอดจนสร้างความเข้าใจในเรื่องความยั่งยืน โดยเปิดรับผลงานภาพวาดจากเยาวชนอายุ 6-15 ปี จากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งในทุกๆ ปี จะมีเยาวชนจากประเทศไทยส่งภาพเข้าร่วมประกวดและได้รับรางวัลเป็นประจำทุกปี คาโอเปิดรับภาพวาดตั้งแต่วันนี้ – 9 สิงหาคม 2566 ศึกษากติกา รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการประกวดภาพวาดด้านสิ่งแวดล้อมนานาชาติระดับเยาวชน โดยคาโอ ครั้งที่ 14 ได้ที่ : 20230421-001-01.pdf (kao.com) และขอเชิญชวนน้องๆ อายุ 6 – 10 ปี เข้าเวิร์กช็อป “Let’s Paint the Future” ปี 2 โดยคาโอ จัดงานร่วมกับอุทยานการเรียนรู้ ทีเคพาร์ค (TK Park) เ
ตลาดเสื้อผ้าที่ทำมาจากวัสดุสิ่งทอรีไซเคิล โอกาสใหม่ทางธุรกิจภายใต้ Climate Change
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) กล่าวว่าผู้บริโภค เริ่มให้ความสนใจ เสื้อผ้าที่ผลิตจากวัสดุสิ่งทอรีไซเคิล (Textile recycling)มากขึ้น จากผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยมีการคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดเสื้อผ้าที่ทำมาจากวัสดุสิ่งทอรีไซเคิลปี 2575 จะอยู่ที่ 1.3 พันล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 0.5 ของมูลค่าตลาดเสื้อผ้าทั้งหมดของไทย โดยมีผู้ประกอบการไทยหลายรายปรับตัวมาผลิตเสื้อผ้าจากวัสดุสิ่งทอรีไซเคิล อาทิ แบรนด์ Circular ได้นำเศษผ้าและเสื้อผ้าเก่าไปแปลงสภาพเป็นสิ่งทอรีไซเคิลที่นำไปผลิตเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า และเฟอร์นิเจอร์ เพื่อขายทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงแบรนด์ Moreloop ที่เป็นบริษัทสตาร์ทอัพ ได้นำผ้าที่เหลือจากกระบวนการผลิตของโรงงานเสื้อผ้ามาผลิตเป็นเสื้อผ้าและกระเป๋า อีกทั้งยังนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการสร้างแพลตฟอร์มเพื่อเป็นตัวกลางระหว่างโรงงานที่ต้องการขายผ้าเหลือ และผู้ซื้อต้องการผ้าในตลาดออนไลน์ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกสิ่งทอรีไซเคิล สามารถดำเนินการจัดทำมาตรฐานที่ทั่วโลกให้การยอมรับซึ่งโดยส่วนใหญ่อยู่บนหลักความสมัครใจ
สนค. หนุนผู้ประกอบการปรับตัวผลิตเสื้อผ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตอบโจทย์ BCG Model
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ สนับสนุนธุรกิจแนวใหม่จะต้องมีการผลิต ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งนอกจากจะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมแล้วยังเป็นการสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภค รวมถึงเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยการปฏิบัติตามมาตรฐานการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) กล่าวว่า สนค. ได้ติดตามแนวโน้มความต้องการเสื้อผ้าที่ผลิตจากวัสดุสิ่งทอรีไซเคิล (Textile recycling) ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นตามความต้องการของผู้บริโภค โดยวัสดุที่นำมารีไซเคิลมีทั้งสิ่งทอก่อนการใช้งาน (Pre-consumer) เช่น เศษด้ายหรือผ้าเหลือใช้ในโรงงาน และสิ่งทอหลังการใช้งาน (Post-consumer) เช่น เสื้อผ้าเก่าและของใช้ในบ้าน สำหรับตลาดเสื้อผ้าที่ทำมาจากวัสดุสิ่งทอรีไซเคิลของโลกมีมูลค่าประมาณ 5.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2565 และ คาดว่าจะเติบโตได้ถึง 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปี 2575 หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยถึงร้อยละ 10.7 ต่อปี สาเหตุที่หลายภาคส่วนหันมาผลิตเสื้อผ้าจากวั
กรมทรัพย์สินทางปัญญา จัดใหญ่ “GI รุกบุกตลาดออนไลน์” ครั้งที่ 2 ดันสินค้า GI ไทยสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ กระตุ้นยอดขาย ตอบโจทย์การค้ายุคดิจิทัล
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดคอร์สติวเข้มการตลาดออนไลน์ แก่ผู้ประกอบการสินค้า GI ไทยกว่า 200 ราย แนะปรับกลยุทธ์การค้าออนไลน์อย่างมืออาชีพ พร้อมสอนเทคนิคการนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้โดนใจผู้บริโภค ตั้งเป้าขยายช่องทางจำหน่ายสินค้า GI สู่แพลตฟอร์มชั้นนำ ทั้ง Lazada , Shopee และ Tiktok นางสาวกนิษฐา กังสวนิช รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ มีนโยบายส่งเสริมช่องทางการตลาดสินค้า GI ไทย โดยเร่งเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าชุมชน ให้สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน ล่าสุด กรมฯ ได้จัดกิจกรรมอบรม “GI รุกบุกตลาดออนไลน์ ครั้งที่ 2” ระหว่างวันที่ 14 – 15 มิถุนายน 2566 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการ GI จากทั่วประเทศ ในการขยายตลาดสู่ช่องทางออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสทางการค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Lazada , Shopee และ Tiktok เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีช่องทางจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น และสร้างรายได้มากขึ้นเช่นกัน ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญในด้านต่
121 ปี กรมชลประทาน ก้าวสู่อนาคต สู่ทศวรรษใหม่ ผลักดันการเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุน พร้อมขอความร่วมมือใช้น้ำให้เกิดคุณค่ามากที่สุด
ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กรมชลประทาน เป็นหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการเกษตร มีภารกิจด้านการจัดหาแหล่งน้ำ การพัฒนาแหล่งน้ำ ตลอดจนการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้มีน้ำใช้เพียงพอในทุกภาคส่วน จึงได้เน้นย้ำเรื่องการเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องร่วมมือกันดำเนินการ รวมทั้งต้องมีการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนใช้น้ำให้เกิดคุณค่ามากที่สุด พี่น้องเกษตรกรและประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และเป็นการสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ประเทศ นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จเพื่อเพิ่มต้นทุนน้ำในอนาคต เป็นการเตรียมความพร้อมลดปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฝนทิ้งช่วง และขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป “จากสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว ขอยืนยันว่า กรมชลประทานได้เตรียมแผนจัดสรรน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค และการรักษาระบบนิเวศน์ไว้เพียงพอ ส่วนน้ำภาคการเกษตร ขอฝากไปยังพี่น้องเกษตรกรให้ช่วยกันรักษาและใช้น้ำอย่างมีคุณค่ามากที่สุด ทั้งนี้ขอเป็นกำลังใจให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรม
กรมชลประทาน ช่วยชาวสวนทุเรียนภาคใต้ตอนบน
กรมชลประทาน เดินหน้าจัดส่งน้ำ-เพิ่มแหล่งน้ำสำรอง จังหวัดชุมพร-ประจวบคีรีขันธ์อย่างต่อเนื่อง ช่วยเกษตรกรชาวสวนทุเรียน จนผ่านพ้นวิกฤติขาดแคลนน้ำ บางพื้นที่สามารถเก็บผลผลิตออกจำหน่ายได้แล้ว นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน มีความห่วงใยต่อพี่น้องชาวสวนทุเรียนในพื้นที่จังหวัดชุมพรและประจวบคีรีขันธ์ จึงได้สั่งการให้สำนักเครื่องจักรกลและสำนักงานชลประทานที่ 14 นำรถบรรทุกน้ำเข้าไปแจกจ่ายน้ำ ทั้งด้านการอุปโภคบริโภคและการเกษตร และได้นำเครื่องจักร เครื่องมือต่าง ๆ เข้าไปขุดลอกแหล่งน้ำ เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำสำรอง โดยได้เน้นย้ำว่าน้ำต้องไม่ขาดแคลน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนพี่น้องชาวสวนทุเรียนและประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น หลังจากที่กรมชลประทานได้ดำเนินการช่วยเหลือมาตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ประกอบกับในบางพื้นที่เริ่มมีฝนตกลงมาบ้างแล้ว ทำให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนบางพื้นที่เริ่มทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตออกจำหน่ายได้บ้างแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียนออกจำหน่ายในช่วงปลายเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมนี้ โดยได้รับคำขอบคุณจากพี่น้องเกษ
ประเทศไทยย้ำเจตนารมณ์ร่วมประชาคมโลกรักษาความหลากหลายทางชีวภาพควบคู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
ภาพจาก: สนค. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 13 มิ.ย. 66 ได้รับทราบผลการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ และประชุมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทยเข้าประชุมร่วมกับรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงจากประเทศภาคีอนุสัญญาฯ 139 ประเทศ ทั้งนี้ ในที่ประชุมระดับสูงได้แสดงความกังวลต่อความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในทศวรรษที่ผ่านมา โดยเลขาธิการ สผ. ได้กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมแสดงเจตนารมณ์ของประเทศไทยร่วมกับประชาคมโลกในการดำเนินงานให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของอนุสัญญาฯ ซึ่งไทยได้ดำเนินการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำการส่งเสริม BCG Model โดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งทวิภาคีและพหุภาคี การสนับสุนกลไกทางการเงิน แลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและเสริมสร้างสมรรถนะเพื่อหยุดยั้งการสูญเสียความหลาหลายทางชีวภาพ เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนภายใน ค.ศ.2030 ซึ่งส่งผลให้ประชาคมโลกมีคุณภาพชีวิตที่ดีควบ
ชูโครงการปันแสง โคกอิโด่ยวัลเลย์ เป็นจุดเช็กอินใหม่ ต้นแบบพลังงานทดแทนเพื่อการเกษตร นวัตกรรมผักหวานป่าแก้จนพืชหมุนเวียน สร้างงาน สร้างรายได้ชุมชน ก้าวสู่BCG
[fusion_builder_container admin_label=”Intro” type=”flex” hundred_percent=”no” hundred_percent_height=”no” min_height_medium=”” min_height_small=”” min_height=”” hundred_percent_height_scroll=”no” align_content=”stretch” flex_align_items=”flex-start” flex_justify_content=”flex-start” flex_column_spacing=”” hundred_percent_height_center_content=”yes” equal_height_columns=”no” container_tag=”div” menu_anchor=”” hide_on_mobile=”small-visibility,medium-visibility,large-visibility” status=”published” publish_date=”” class=”” id=”” margin_top_medium=”” margin_bottom_medium=”” margin_top_small=”” margin_bottom_small=”” margin_top=”-90px” margin_bottom=”0px” padding_top_medi