กรมการค้าต่างประเทศเดินหน้าแก้ต่างข้อกล่าวหาสหรัฐ มาตรา 301 เตรียมข้อมูลประขุมร่วมUSTR 13-14 พค.นี้

กรมการค้าต่างประเทศย้ำชัดไทยไม่ได้เป็นไปตามข้อกล่าวหาลุ้นผลมาตรการภาษีก่อน ก.ค. 69 นี้ส่วนด้านกระทรวงแรงงานเดินหน้ายกร่างกฎหมาย HRDD ยกระดับธุรกิจ ตรวจสอบย้อนกลับห่วงโซ่อุปทาน

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการชี้แจงข้อกล่าวหาทางการค้ามาตรา 301 ของสหรัฐว่า กรมได้ได้รับมอบหมายเป็นหน่วยงานหลักในการรวบรวมข้อมูลจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อจัดทำความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษร (Written Comment) ส่งให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ซึ่งได้ดำเนินการแล้วเสร็จตั้งแต่วันที่ 15 เม.ย.ที่ผ่านมา
โดยในช่วงวันที่ 13–14 พ.ค. 2569 กรมการค้าต่างประเทศเตรียมนำคณะหน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย กรมศุลกากรกระทรวงการคลัง กรมอเมริกา กระทรวงการต่างประเทศ , สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และกระทรวงแรงงานเข้าร่วมการประชุม Technical Meeting กับ USTR เพื่อชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมจากเอกสารที่ยื่นไป พร้อมตอบคำถามเชิงลึกภายหลังการไต่สวน (Hearing) ของสหรัฐ

ประเด็นหลักที่ไทยต้องชี้แจงมี 2 กรณีสำคัญ ได้แก่ ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) และประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ซึ่งฝ่ายไทยยืนยันว่าได้ชี้แจงข้อมูลครบถ้วนแล้ว และจะใช้เวทีการหารือแบบพบหน้ากับ USTR เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสหรัฐ ว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นไปตามข้อกล่าวหาของสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม คาดว่าสหรัฐยังมีแนวโน้มใช้มาตรการทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 301 หรือการต่ออายุมาตรา 122 โดยการพิจารณาคาดว่าจะอยู่ภายในช่วงกลางถึงปลายเดือนมิ.ย. และไม่เกินวันที่ 24 ก.ค. 2569 ซึ่งจะระบุชัดเจนถึงการใช้มาตรการและอัตราภาษีที่จะใช้ แม้สหรัฐจะประกาศการใช้มาตรการใดๆกับไทย ซึ่งกรมจะยังเดินหน้าทำหน้าที่ต่อไปต่อเนื่องในกระบวนการขอยกเว้นสินค้า (Exclusion) ในแต่ละรายการออกมา เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทย

นางอารดา กล่าวว่า ปัจจุบันภายใต้มาตรกา122 สหรัฐมีการใช้อัตราภาษีในระดับ 10% เท่ากันในทุกประเทศและทุกสินค้า แต่ในส่วนของมาตรการภายใต้มาตรา 301 สหรัฐยังมีอำนาจพิจารณาเลือกบังคับใช้เป็นรายประเทศและรายอุตสาหกรรม (sector) ได้ ซึ่งภายหลังจากกระบวนการหารือ (consultation) แล้ว คาดว่าจะมีการแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมว่า จะใช้มาตรการดังกล่าวกับประเทศและภาคอุตสาหกรรมใดบ้าง

สำหรับประเทศไทย กลุ่มสินค้าเป้หมายที่ไทยโดนอยู่ใน 3 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักรและเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเลคทรอนิคส์ รวมถึงอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยาง โดยไทยได้ยื่นข้อมูลชี้แจงต่อสหรัฐแล้ว ยืนยันว่าไทยไม่ได้มีการใช้กำลังการผลิตส่วนเกินในอุตสาหกรรมดังกล่าว

แต่ประเด็นที่น่ากังวลมากกว่าคือ มาตรการด้านการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ (forced labor) ซึ่งสหรัฐมีแนวโน้มใช้เกณฑ์ดังกล่าวอย่างเข้มงวด และอาจมีลักษณะเลือกปฏิบัติต่อบางประเทศ โดยประเทศต่างๆ ที่โดนกล่าวหายังมีข้อกังขาในหลายฝ่ายเกี่ยวกับกระบวนการพิสูจน์ว่าแหล่งผลิตสินค้าต้นทางมีการใช้แรงงานบังคับจริงหรือไม่

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานของไทย อยู่ระหว่างการผลักดันร่างกฎหมาย Human Rights Due Diligence (HRDD) เพื่อยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายใหญ่ ให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) แหล่งที่มาของสินค้าได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่วัตถุดิบ แหล่งผลิต ไปจนถึงกระบวนการผลิต เพื่อยืนยันว่าไม่มีการใช้แรงงานบังคับ และสร้างความเชื่อมั่นต่อคู่ค้าระหว่างประเทศในระยะยาว

นางอารดากล่าวว่า ทิศทางการค้าโลกในอนาคตยังต้องเผชิญแรงกดดันจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ,สงครามการค้า และการ มาตรการปกป้องทางการค้า เช่น การตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) และการอุดหนุน (CVD) โดยกรมการค้าต่างประเทศยืนยันจะทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการดูแลและสนับสนุนผู้ส่งออกไทยให้สามารถแข่งขันและเติบโตในเวทีการค้าโลกได้อย่างยั่งยืน ซึ่งกรมปรับบทบาทสู่การเป็น “Integrator” เชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลทุกภาคส่วน พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการ และเสริมศักยภาพผู้ประกอบการให้สามารถรับมือกับความผันผวนของการค้าโลก

บทความล่าสุด

  • All Posts
  • Lifestyle & Travel
  • Sustainability & ESG
  • กิจกรรมน่าสนใจ
  • ข่าวประชาสัมพันธ์
  • บทความอื่นๆ
  • บทความแนะนำ
Load More

End of Content.

Contect Us

Email : greenlite.eco@gmail.com
Tel     : 0854255641, 093-642-9288